Movie-Exotic

Image




"Golem Government"
รัฐบาลหุ่น สัมบูรณ์ประชาธิปไตย
ประเภท : Sci-Fi / Drama
ความยาว : 120 นาที







เนื้อเรื่อง :



ผู้แทนมิอาจเป็นตัวแทนปวงชนได้จริง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หาใช่อย่างที่ปวงประชาหวังไว้ไม่
และรัฐบาลมิอาจไปถึงขีดสุดของประชาธิปไตยที่อาจเป็นจริงได้

และ
ปัญหาอันมิรู้จบเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น
ชนบท เมือง ยากดีมีจน ขัดแย้ง หาจบสิ้น



แล้ว"ประชาธิปไตยที่สัมบูรณ์คืออะไรกันแน่ ?"
ทั้งหมดนี้เป็นคำถาม และปัญหา ที่ถูกถาม ถก และทิ้งไว้เป็นสิ่งที่มิอาจพานพบคำตอบ
กลายเป็นอุดมคติในจินต ที่หาอาจทำได้จริงในโลกปัจจุบัน







จนในที่สุด หลายสิบ ร้อยศตวรรษล่วงเลยผ่านไป
สิ่งที่ดูเป็นคำตอบสำหรับระบอบนี้ แลอุบัติขึ้นจากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์
ที่สามารถสร้าง "โกเลม" (Golem) หรือตุ๊กตาหุ่นยนต์ ที่สามารถบรรจุมวลรวมยอดความคิด
แล้วถ่ายทอด ประมวลผลแสดงข้อสรุปออกมาได้

โกเลมดังกล่าว แรกเริ่มถูกใช้ในแง่เดียวกับแบบประเมินผลลัพธ์
โดยการใส่ข้อมูล ชุดความคิดของปักเจกชนแต่ละคนเข้าไป ให้ตัวโปรแกรมสมานจุดร่วม สงวนจุดต่าง
หาผลลัพธ์อันเป็นที่สุด ที่ลงตัวที่สุดจากการสรุปรวบยอดความคิดออกมา ช่วยในการสรุปข้อมูล
และยุติข้อถกเถียง ด้วยการสรุปมติออกมาได้อย่างดีเยี่ยม








ด้วยประโยชน์อันไพศาลของโกเลมนี่เอง ทำให้นักรัฐศาสตร์นาม "มโนสาร" ได้นำเสนอแนวคิดทางรัฐศาสตร์ของตน
มาปรับใช้กับการเมืองการปกครอง ผ่านโกเลมตัวนี้


แนวคิดทางรัฐศาสตร์ของ มโนสาร ชี้ช่องทางการเลือกผู้แทน
ด้วยการแก้ปัญหาที่คนเมืองมิอาจเข้าใจ คนชนบทคิดเห็นต่าง
ด้วยการนำเสนอการเลือกผู้แทนกระทรวงต่างๆ ขึ้นมาจากผู้ดำรงในวิชาชีพนั้นๆ


เหตุดังเช่นกระทรวงศึกษาธิการ ก็อาจหาเลือกโดยการพึงลงคะแนนจากผู้อาจเกี่ยวข้อง
อันได้แก่ คณาจารย์ นักเรียน นักศึกษา เป็นสำคัญเท่านั้น

หากเป็นกระทรวงสารสนเทศ ก็อาจให้ผู้มีสิทธิ์เลือก มาจากผู้ประกอบวิชาชีพแวดวงไอที
เป็นสำคัญ เป็นต้น



และจากสมาชิกที่ถูกคัดมาจากแต่ละกระทรวง ก็มาก่อตั้งเป็นคณะรัฐบาลทำงานร่วมกัน
โดยหามีพรรคการเมืองดำรงอยู่ ก่อกำเนิดการแบ่งแยก แตกพรรค ขยักพวก แต่อย่างใดไม่
และด้วยแนวคิดที่มโนสารพึงนำเสนอนี่เอง ทำให้ตัดปัญหาเรื่องรัฐมนตรีหรือคณะทีมงานกระทรวงดังกล่าว
หามีความ มิเชี่ยวชำนาญการในวิชาชีพของตน หรือมิถูกใจปวงชนในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องนั้นไม่

เพราะพี่น้องเกษตรกรเอง ก็ได้ผู้นำกระทรวงที่ตนเข้าใจ เข้าใจตน
ชนชาวเมืองสารสนเทศก็ได้ผู้นำที่เข้าใจวิชาชีพตน
และสามารถขานรับนโยบายที่ตรงกับอุปสงค์อุปทานของพวกตนได้







หากแต่แนวคิดของมโนสารนี่มิอาจถูกทำขึ้นจริงได้จากข้อขัดข้องหลายประการ
จนการมาถึงของ โกเลม ที่ถูกพ่วงความคิด ติดนโยบายดังกล่าว เข้าประสานเข้าไปกับเทคโนโลยีตรงนี้


รัฐบาลในยุคนั้นตอบรับ
และเริ่มนำรูปแบบการเมือง การปกครองใหม่นี้มาใช้ในทันที


คือการจัดตั้งผู้แทนที่หาใช่มนุษย์ต่อแต่อย่างใด
หากเป็นหุ่นอชีวิต หากแต่มีสิทธิ์เสียงให้ลงคะแนนขึ้นเป็นผู้นำกระทรวงต่างๆ
โดยการลงคะแนนที่หาใช่การเลือกบุคคลแล้ว ทำให้การลงคะแนนมิใช่การลงคะแนน
หากแต่เป็นการให้ผู้ที่สังกัดในแวดวงวิชาชีพนั้น มาบรรจุข้อมูลชุดความคิดของตนลงไปในตัวหุ่น

และใช้ประโยชน์จากฟังค์ชั่นการประมวลผลชุดความคิดข้อมูล หาจุดเหมือนร่วม สกัดสงวนจุดต่าง
จนออกเป็นมติ ผลสรุปที่ถูกใจปวงชน และตรงกับความคิดรวมมากที่สุดขึ้นมา

การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปได้ด้วยดี และหลังจากนั้นไม่นาน บทบาทของคนในแง่การตัดสินใจก็ลดลงไปเรื่อยๆ
พร้อมกับการก่อตั้ง "จีทู" (G2) หรือ "Golem Governemnt" (รัฐบาลหุ่น) ขึ้นมาได้อย่างสัมบูรณ์








ทั้งหมดดูเหมือนไปด้วยดี
มติการประชุมดำเนินอย่างราบรื่น ไร้การคัดค้าน โต้เถียงและสาดโคลนใส่กันอย่างที่เคยเกิดมาในยุคโลกภาวิวัฒน์
ข้อสรุปถูกประเมินผลจากชุดความคิดของปวงชน และนโยบายก็ถูกร่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าตรงกับ
ความต้องการของทุกคน ที่อ้าแขนยอมรับมันอย่างเต็มที่ เพราะความคิดตนมีส่วนใส่ผลักดันให้เป็นจริงขึ้นมา



จนในที่สุด เค้าลางร้ายแฝงแย้มให้อาจแลเห็นสัมผัสได้
ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งระหว่างคนเมืองและชนบทดูเหมือนกลับปรากฏอีกครา
หากแต่ในแบบที่แนบเนียนกว่าเดิม และนั่นถูกแสดงออกผ่านทางโกเลมของฝ่ายตน


โกเลมด้านเทคโนโลยี สารสนเทศเริ่มออกนโยบายที่เอาใจคนเมือง ปิดกั้นผู้ใช้
และจำกัดจำเขี่ย เฉพาะผู้มีความรู้เรื่องไอทีมากขึ้น และการบังคับให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยมาตรฐานที่สูง
ทำให้คนชนบทตาสีตาสามิอาจเข้าถึง และเริ่มรู้สึกอึดอัดกับนโยบายที่บังคับในสิ่งที่ตนมิอาจรู้หรือเข้าใจได้


ด้านทางชนบทก็เหมือนแสดงออกผ่านโกเลม ที่ออกนโยบายเข้าข้างฝ่ายพวกตนมากขึ้น
ทั้งการแปรผันงบส่วนใหญ่มาทางการเกษตรกรรม อุ้มชูสินค้ากสิกรรม
และผลาญงบไปอย่างไร้ระเบียบแบบแผน ไร้การวางแผนในระยะยาว จนกระทบถึงภาคอุตสาหกรรม
โดยหามีมาตรการรองรับในระยะยาวไม่








สุดท้ายเค้าลางแห่งความวินาศก็ก่อตัวมากขึ้นกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ
นโยบายที่ต่างฝ่ายต่างยัดความคิดผ่าน G2 ให้ออกเอาใจแต่พวกพ้องตนโดยไม่สนคนในวิชาชีพอื่น
การเผาผลาญทรัพยากรอย่างร่อยหรอ เพื่อความสุขของปวงชนแค่ชั่วครั้งชั่วคราว
โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว ทั้งต่อประเทศชาติ และ ต่อสิ่งแวดล้อม







สุดท้ายเศรษฐกิจปั่นป่วน
บ้านเมืองวุ่นวาย

G2 ถูกยุติการทำงาน
พร้อมสิ่งที่เป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจนว่า



"ประชาธิปไตยที่สัมบูรณ์ก็มิใช่หนทางที่ดีที่สุด"


แม้คำตอบ นโยบาย การปกครอง ที่มาจากปวงชนที่ต้องการจริงๆ ถูกใจทุกคนทุกหย่อมหญ้าอย่างเสมอภาคกันจริงๆ
ก็ยังมีข้อเสียอันร้ายกาจ หากไร้ซึ่งกฎระเบียบและการคัดกรอง


เพราะสุดท้าย ปวงชนจะเอาแต่สิ่งที่ตนชอบ
สิ่งที่ตนถูกใจ สิ่งที่ให้ประโยชน์แก่พวกตน
โดยไม่คำนึงถึงพวกที่ต่างจากตน ไม่ใช่พวกตน คิดต่างจากตน
และไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว
ผลกระทบต่อทรัพยากรอันมีจำกัด
หรือผลกระทบต่อโลกและสิ่งแวดล้อมเลย








โครงการถูกล้มเลิก
การคัดกรอง และการวางแผนเป็นสิ่งจำเป็น
ปวงชนแลเห็นแสงแห่งสัจธรรมและเริ่มยอมรับได้ว่า แม้ผู้แทนอาจจะไม่ได้ตอบสนองความต้องการของทุกคน
หรือทำให้คนหมู่มากพึงพอใจ หรืออาจเป็นตัวแทนของเสียงข้างมากได้จริง


หากแต่ผู้แทนนั้นถ้ามีมโนธรรม มีจริยธรรม
ที่อาจพิจรณาได้ว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดควร สิ่งใดทำแล้วกระทบ สิ่งใดควรมิควรทำ
แม้ปวงชนจะเรียกร้อง แต่ก็อาจต้องตัดใจมิทำให้ หากสิ่งนั้นทำให้เกิดผลแง่ลบในระยะยาว
ซึ่งพิสูจน์แล้วผ่านประชานิยมแบบฉาบฉวยผ่าน G2 ที่ถูกใจทุกคน ถูกใจคนหมู่มาก
แล้ว วิบัติเยี่ยงคนรักสนุก แล้วจำทุกข์สงัดในภายหลัง







.................






ตอนท้ายของเรื่อง มโนสาร ยังคงนำเสนอแนวคิดทางรัฐศาสตร์
เกี่ยวกับการคัดกรองผู้แทนแต่ละกระทรวง โดยให้ผู้ประกอบเกี่ยวพันในวิชาชีพนั้นๆ เป็นผู้เลือกผู้แทนเองอยู่
หากแต่คราวนี้ เค้าเสริมผู้แทนที่เป็น "มนุษย์" ในร่างระเบียบการเมืองการปกครองของเขาด้วยว่า



"ต้องเป็นผู้มีมโนธรรม ศีลธรรม และจริยธรรมอันดีงาม
มิใช้ประชานิยม ตอบสนองตามใจปวงชนไปเสียทุกเรื่อง หากแต่ต้องคัดกรองอย่างมีสติ และพินิจวิจรณญาน
บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หากก้าวหน้า อยู่ดีมีสุขแบบยั่งยืน"











THE END

 

 

 

.

.

.

.

 

 

 

 

 

ไม่มีจริงเช่นเคย แต่งเล่นๆ หากแต่เชื่อว่าเป็นการนำเสนอมุมมองหนึ่งต่อสถานการณ์บ้านเมืองได้ เผยแพร่ได้ตามสะดวก หากแต่อย่าลืมลง credit ก็เพียงพอจ้ะ

อนึ่งหากถูกใจ ชอบแนวคิด ก็อย่าลืมกดดาวแดงซะนิด จักเป็นพระคุณยิ่งจ้า XD

Image



"Censored Perception"
ผ่าจิตตระหนักรู้ ทะลุโลก

ประเภท : Sci-Fi
ความยาว : 120 นาที







เนื้อเรื่องย่อ :

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสิ่งที่เรารับรู้ถูกเซนเซอร์ ถูกกรอง ตั้งแต่ในระดับการรับรู้โดยสมอง !


นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกอนาคต หลังจากมีความพยายามมากมายในการกรองก็ดี การเซนเซอร์ก็ดี การจัดเรตและอายุผู้ชมก็ดี แต่ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้จะยังไม่พอที่จะกรอง "เนื้อหาอันไม่เหมาะสม" ไม่ให้ไปถึงโสตประสาทการรับรู้ของเด็กและเยาวชนได้ ขณะที่ทางรัฐบาลหลายประเทศเองก็ปวดหัวกับการจัดการเนื้อหาอันไม่พึงประสงค์ ที่จะสั่นคลอนความมั่นคงของชาติ และสถาบันต่างๆ ยิ่งโลกพัฒนาขึ้นมากเพียงไร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เสรีภาพ และการเข้าถึง ยิ่งทำให้การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารทำได้ยากมากยิ่งขึ้นเท่านั้น


จนในที่สุด โปรเจ็คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการ "กรอง" เนื้อหาอันไม่พึงประสงค์ก็ประสบความสำเร็จ
กับการฝัง "Censor Chip" เข้าไปในสมองของมนุษย์ และเด็กแรกเกิดทุกคน โดยตัวชิพนี้เป้นตัวคัดกรองโดยอัตโนมัติ
มันทำงานคัดกรองเนื้อหา และควบคุมโสตประสาทการรับรู้ของคนๆ นั้น ให้เหมาะสมกับสถานภาพของบุคคล ตามความ้หมาะสมในการจัดเรตของรัฐบาล





โดยเด็กที่เกิดขึ้นมาใหม่ทุกคนต้องติดตั้งชิพตัวนี้ ไม่งั้นจะไม่ได้รับรองสถานภาพเป็นมนุษย์ และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิใดๆ ในฐานะมนุษย์ได้เลย
สำหรับเด็กแล้ว ชิพตัวนี้จะทำหน้าที่สร้าง "โลกที่สดใส" ให้เด็กเห็น บิดเบือนเนื้อหาทุกอย่างทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ให้ออกมาสวยงาม เป็นโลกที่งดงาม และไร้ซึ่งความรุนแรง เนื้อหาอันใดยังไม่เหมาะสำหรับเด็ก ตัวชิพก็จะตัดการรับรู้ถึงสิ่งนั้นออกไป ไม่ก็แปรเปลี่ยนข้อมูลการรับรู้สิ่งนั้นไปเป็นอย่างอื่นที่สวยงามแทน เช่น ศพแมวนอนตายเหวอะหวะ แต่เด็กที่เห็น จะเห็นเป้นสิ่งนั้นเป็นแมวน้อยน่ารักกำลังนอนหลับธรรมดาเป็นต้น ขณะที่ภาพโป้เปลือย ก็ถูกแทนที่ด้วยภาพคุณสัตว์น่ารักๆ แทน


เมื่อเด็กคนนั้นอายุมากขึ้น ก็จะได้ปลดเปลื้อง เปลี่ยนข้อมูลในชิพตามเรตที่เหมาะสมแก่การรับรู้ ยิ่งอายุมากขึ้น ก็สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น
จนเมื่อบรรลุนิติภาวะ ก็รับรู้สิ่งรอบตัวได้ในระดับแทบจะปกติแล้ว หากแต่เนื้อหาใดที่ทางรัฐบาลประเทศนั้นๆ พิจรณาแล้วว่าขัดต่อระเบียบศีลธรรมอันดีงาม หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาลแล้ว ทางรัฐบาลจะกำหนดให้ปิดกั้นข้อมูลเหล่านั้นต่อไป ในตัวชิพของพลเมืองของตน

ซึ่งโดยเฉพาะประเทศจีน ได้มีการกำหนดเนื้อหาที่เซนเซอร์เอาไว้สูงมากๆ ในหลายๆ หัวข้อ ไม่ให้พลเมืองมีสิทธิ์คิดต่างจากรัฐบาล หรือเข้าถึงข้อมูลในทางต่อต้านรัฐบาลแต่อย่างใด โดยปิดกั้นโสตประสาทการรับรู้ทุกครั้งที่มีการเข้าถึงข้อมูลทำนองนั้น ซึ่งแม้จะถูกต่อต้านจากองค์กรสิทธิมนุษยชนในการรับรู้บ้าง รัฐบาลจีนก็หาสนแต่อย่างใดไม่ อ้างว่าประเทศตนมีคนอยู่จำนวนมาก ดังนั้นระเบียบ การควบคุม และการรักษาวัฒนธรรมของจีนไม่ให้ถูกวัฒนธรรมต่างชาติเจือปนจึงมีความสำคัญ





ขณะที่โลกดำเนินไปในสภาพดังกล่าว และการฝังชิพกลายเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์แต่ละรุ่น ทุกคนต้องมีชิพฝังในหัวไปแล้ว
เอนไลท์ ตัวเอก กลับเป็นคนหนึ่งที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับชิพของตน ทำให้ชิพคงอยู่ในสมองแม้มันจะไม่ทำงานก็ตาม ทำให้ตั้งแต่เล็ก เขามีประสาทการรับรู้สิ่งรอบตัวในแบบที่ต่างจากคนอื่น เห็น ได้ยิน รู้ ในสิ่งที่คนวัยเดียวกับตนไม่ได้รับรู้ จนเด็กคนอื่นๆ ว่าเขาเป็นคนบ้า หรือคนโดนผีเข้าไป (แน่นอน เรื่องไสยศาสตร์ก็ยังฝังรากลึกในสังคมอนาคตนี้อยู่ดี) หากแต่การรับรู้ของตัวเอก ไม่ใช่แค่ระดับผู้ใหญ่ แต่เพราะการที่ชิพไม่ทำงานนี่เอง ทำให้เขารับรู้กระทั่งเนื้อหาที่รัฐบาลจงใจปกปิด และแม้แต่เนื้อหาที่โลกได้เซนเซอร์เอาไว้ ไม่ให้มีมนุษย์คนใดรู้ หรือเข้าถึงได้ด้วย


ทำให้ เมื่อเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาได้เริ่มตั้งสมาคมลับๆ แห่งหนึ่งขึ้นมา เป็น สมาคมปลดแอกการรับรู้ ช่วยให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริงที่เป็นไปของโลกรอบๆ ตัวแต่ละคนได้ โดยเขาใช้วิธีแบบกวีในยุคโบราณ ที่เวลาต้องการแสดงความเห็นทางการเมืองที่ไม่สามารถแสดงได้ ก็ถ่ายทอดสิ่งนั้นอย่างอ้อมๆ ผ่านทางบทกลอน บทเพลง หรือบทละครแทน หลักการเดียวกัน เขาก็นำเนื้อหาอันถูกคัดกรอง มาแปลงความโดยนัยเป้นเนื้อหาที่ไม่ถูกกรอง สอดแทรก แทรกไปในผลงานงานประพันธ์ต่างๆ ของเขาแทน จนมีคนเริ่มตระหนักรู้ความหมายโดยนัย และเริ่มเข้าร่วมกับสมาคมของเขามากขึ้นเรื่อยๆ จนการขยายตัวนี้เริ่มเป็นภัยคุกคามรัฐบาลและโลก จนถึงขนาดมีการออกตามล่าเขาเยี่ยงผู้ก่อกาสรร้ายเลยทีเดียว





ขณะที่กลุ่มตัวเอกกำลังหาทางปลดแอกการรับรู้แต่ละคนอยู่นั้น เขาก็เกิดคำถามขึ้นมาในจิตใจว่า สิ่งที่เขาทำอยู่นี่ถูกต้องไหม ?มนุษย์มีความสุขกับการไม่รู้ดีอยู่แล้วหรือไม่ ? และบางเรื่อง ไม่รู้จะดีกว่าไหม ? สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อเเห็นเด็กสาวตัวเล็กๆ กรีดร้อง อย่างบ้าคลั่ง เมื่อพบว่าแม่ที่เธอรักกลายเป็นศพ เน่าเปื่อยเหลือแต่โครงกระดูกไปแล้วในสุสานนิรันดรของอนาคต ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ชิพทำให้เธอเห็นว่าแม่ของเธอนอนหลับอย่างสงบเหมือนเจ้าหญิงนิทราในนิทานที่เธอฝันถึง








การปลดแอกเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ ?
ความจริง สมควรหรือไม่ที่จะต้องถูกเปิดเผย ?
บางเรื่องไม่รู้จะมีความสุขกว่ารึเปล่า ?


และ
จริงหรือไม่ถ้าคนไม่เห็นด้านมืดของสังคม ก็ย่อมไม่เข้าสู่ด้านมืดนั้น



คำตอบสุดท้ายของตัวเอกคือะไร และผลสรุปเรื่องนี้จะลงเอยเช่นไร
คงต้องไปหาคำตอบดูในภาพยนต์เรื่องนี้แล้ว !!!!!!









ปล. ไม่มีจริงหรอก ทำเล่นๆ ประชดประชัน และเหน็บแนมเรื่องการเซนเซอร์ในสังคม และตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสมไม่เหมาะสมเรื่องนี้

2,300,000,000 Dominoes around the World

posted on 26 Nov 2009 11:42 by nihil in Movie-Exotic






"2,300,000,000 Dominoes around the World"
ประเภท : Drama
ความยาว : 95 นาที




เนื้อเรื่องย่อ :

"เล่นโดมิโนกันไหม" คือแนวคิดทั้งหมดของภาพยนต์เรื่องนี้ ที่ไม่ใช่เรียงโดมิโน แล้วเขี่ยให้มันล้มลงไปแค่ 10 หรือ 100 ตัว แต่เป็นจำนวนถึง 2,300 ล้านตัว วนรอบโลกกันเลยทีเดียว !


แนวคิดพิศดารที่จะขยายผลโดมิโนไปวนรอบโลกนี้เกิดจากมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก เบดกริล ผู้ต้องการสร้างปรากฏการณ์อะไรซะอย่าง ที่ทั้งโลกสามารถมาร่วมชื่นชม และตื่นเต้นร่วมไปกับมันได้ โดยต้องมาจากเกมการละเล่นง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้หมด จนไปสะดุดกับเจ้าโดมิโน ของเล่นง่ายๆ แต่มีความหมายลึกซึ้งชิ้นนี้นี่เอง


เขาจึงเริ่มแผนการโดมิโนวนรอบโลกขึ้น โดยติดต่อขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงาน องค์กรต่างๆ หลายคนหาว่าเค้าบ้า รวยจนเพี้ยนไปแล้วบ้าง เป็นอะไรที่เพ้อฝันทำจริงไม่ได้บ้าง แต่ทั้งกระนั้นก็มีกลุ่มองค์กร และกลุ่มเงินทุนจำนวนหนึ่งที่กล้าที่จะบ้า และเสี่ยงทำอะไรแบบนี้รวมไปกับเขา จึงร่วมกันสร้างโปรเจ็ค Domino around the World นี่ขึ้นมา



แน่นอน แรกคิดว่าจะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จก็ว่ายากแล้ว พอลงมือทำจริงปัญหากลับยากกว่าที่จินตนการไวหลายเท่า ไม่ว่าปัญหาในการไม่ให้โดมิโนโดนลมพัด ฝนกระหน่ำ ล้มลงก่อนจะถึงเวลาล้มโดมิโน การทำสัญญากับประเทศต่างๆ เพื่อขอทำเส้นทางโดมิโนพาดผ่านประเทศ ภูมิประเทศที่ขรุขระไม่ราบเรียบและมีปัจจัยทำให้เปลี่ยนแปลงได้ ซ้ำยังมีปัญหาในการทำโดมิโนพาดผ่านทะเล และอีกสารพัดปัจจัย ทีแม้จะมีเงินเป้นแสนล้าน ก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาทั้งหมดได้ง่ายๆ เลย ซ้ำยังมีกลุ่มที่วางแผนโจรกรรม ทำการ "ขโมยโดมิโนไปส่วนหนึ่ง" ก่อนจะถึงวันล้มจริงด้วย



เบดกริลจะหาทางฟันฝ่า ทำให้ความฝันและความท้าทายนี้เป็นจริงได้หรือไม่ และโดมิโน 2,300 ล้านตัวที่พาดผ่านโลกและมวลมนุษยชาติทั้งหมด จะสามารถล้มลงจริงได้หรือไม่ คงต้องหาคำตอบในภาพยนต์เรื่องนี้ดูแล้ว !!!

ปอลิ่ง. ไม่มีจริงหรอก ทำขำๆ 5555