Info-Knowledge

เรื่องจริง

เมื่อแพทย์ทำแท้งกลับใจ

เรื่องจริงจากนิตยสารคาทอลิก “Love One Another”

ก.ครุวรรณ แปล



สโตแจน อะดาเซวิก (Stojan Adasevic) จะไม่มีวันลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันหนึ่ง ขณะที่เขาเป็นนักศึกษาแพทย์แผนกนรีเวชวิทยา และกำลังจัดเอกสารในห้องซึ่งมีแพทย์กำลังคุยกัน โดยไม่สนใจเขาที่กำลังจัดเอกสารอยู่ในหมู่แพทย์ที่กำลังคุยกันนั้น ดร.ราโด อีญาโตวิก (Radolgnatovic) ได้เล่าถึงคนไข้คนหนึ่งที่มาขอให้ตนช่วยทำแท้งให้ แต่เขาทำไม่สำเร็จ กลุ่มนรีแพทย์ในห้องต่างออกความเห็นในปัญหาที่เกิดขึ้นพอพวกเขาพูดกันมาถึงตอนหนึ่ง ซึ่งสโตแจนฟังแล้วก็รู้สึกตัวแข็งอยู่กับที่ เนื่องจากพวกเขากำลังพูดถึงทันตแพทย์หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยทำงานอยู่ในย่านนั้น เธอเป็นมารดาของเขาเองและเมื่อแพทย์คนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ตอนนี้เธอเสียชีวิตไปแล้วแต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทารกคนนั้น” สโตแจนไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไปเขาจึงลุกขึ้นและพูดว่า “ผมคือทารกคนนั้นครับ” ทันทีที่พูดออกไปทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ จากนั้นแพทย์แต่ละคนก็ค่อย ๆ เดินออกไปจากห้อง

หลายปีผ่านไป สโตแจน กลายเป็นนายแพทย์ทำแท้งมีฝีมือดีที่สุดในกรุงเบลเกรด (ยูโกสลาเวีย) และมีฝีมือเหนือ ดร.ราโด อีญาโตวิก อาจารย์ผู้สอนเขาด้วย เขาทำแท้งวันละ 20-30 ราย และเคยทำสูงสุดได้ถึง 35 รายในหนึ่งวัน คำนวณได้ว่าเขาทำแท้งไปแล้วประมาณ 48,000-62,000 ราย ในเวลา 26 ปี ตลอดระยะเวลานั้น เขาเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจจากการเรียนและจากตำราว่า การทำแท้งไม่ต่างอะไรกับการผ่าตัดใส้ติ่งอักเสบ ข้อแตกต่างมีเพียงอย่างเดียวคือการผ่าตัดใส้ติ่งอักเสบเป็นการตัดชิ้นส่วนของลำไส้ออกไป ส่วนการทำแท้งคือการเอาเนื้อเยื่อของตัวอ่อนออกไป จนกระทั่งทศวรรษ 1980 ที่วิทยาการด้านอัลตร้าซาวด์เข้ามาในประเทศยูโกสลาเวีย เขาจึงได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากจอมอนิเตอร์ว่าในครรภ์ของสตรีที่มาทำแท้งนั้นมีตัวอ่อนที่มีชีวิตกำลังดูดนิ้วอยู่และสามารถขยับเขยื้อนแขนขาได้ด้วย ซึ่งบ่อยครั้งเขาได้ใช้คีมคีบออกมาวางไว้บนโต๊ะ เขาพูดถึงวันที่เห็นภาพดังกล่าวว่า “ผมไม่เคยเห็นมาก่อนและนับแต่นั้นมา ผมก็เริ่มมีความฝันแปลก ๆ”



ความฝันของ ดร.อะดาเซวิก

เขาฝันซ้ำ ๆ อยู่ทุกคืนเป็นแรมเดือน ในฝันเขาเห็นตัวเองกำลังเดินอยู่บนสนามหญ้ามีแสงแดดส่องมีดอกไม้สวยงาม อากาศอบอุ่นและน่ารื่นรมย์ แต่เขากลับรู้สึกกังวลทันใดนั้น ก็มีเด็กเล็ก ๆ มากมายวิ่งกรูกันออกมา พวกเขาหัวเราะเบิกบาน และเล่นลูกบอลกันอย่างสนุกสนาน พวกเขามีอายุตั้งแต่ 3-4 ขวบจนถึงประมาณ 20 ปี เขารู้สึกคุ้นหน้าอย่างประหลาดกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง และเด็กหญิงอีก 2 คนเมื่อเขาพยายามพูดด้วย เด็กทุกคนก็ส่งเสียงกรีดร้องและวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัว เหตุการณ์นี้อยู่ภายใต้สายตาของบุรุษผู้หนึ่งสวมชุดสีดำที่กำลังเฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ



ทุกคืน ดร.อะดาเซวิก ตกใจตื่นและนอนไม่หลับจนถึงเช้า เขาพยายามบำบัดด้วยยาทุกชนิดทั้งสมุนไพรและยาแผนใหม่แต่ไม่เป็นผล อยู่มาคืนหนึ่งเขารู้สึกโมโหมากในความฝัน และเริ่มวิ่งไล่จับเด็ก ๆ เขาจับตัวเด็กคนหนึ่งได้ เด็กร้องตะโกนว่า “ช่วยด้วย ช่วยด้วย อย่าให้ฆาตกรฆ่าหนู!” ตอนนั้นเองบุรุษในชุดดำก็แปลงร่างเป็นนกอินทรีบินโฉบลงมา และคว้าตัวเด็กไปจากมือของเขา เขาตกใจตื่นหัวใจเต้นแรงอากาศในห้องเย็นแต่เขากลับรู้สึกร้อนจนเหงื่อไหลท่วมตัว เช้าวันนั้นเขาตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ แต่ยังพบไม่ได้ทันทีเพราะต้องนัดหมายจองคิว

ก่อนนอนค่ำวันนั้น เขาตั้งใจว่าเขาจะถามบุรุษในฝันว่าเป็นใคร... และเป็นไปตามที่ตั้งใจ บุรุษในฝันตอบเขาว่า “ถึงแม้บอกชื่อให้ ก็คงไม่มีความหมายอะไรกับคุณ” แต่เมื่อเขายืนยันต้องการทราบ บุรุษผู้นั้นจึงตอบว่า “ฉันชื่อโทมัส อะไควนัส”



ซึ่งเป็นชื่อที่ ดร.อะดาเซวิก ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต บุรุษชุดดำจึงพูดต่อไปว่า “ทำไมคุณถึงไม่ถามล่ะว่า เด็กพวกนั้นเป็นใคร คุณจำพวกเขาไม่ได้หรือ?” เมื่อเขาตอบปฏิเสธว่าไม่รู้จักพวกเขา บุรุษผู้นั้นจึงพูดว่า “ไม่จริงหรอก คุณรู้จักพวกเขาดีทีเดียวเลย พวกเขาเป็นเด็ก ๆ ที่คุณฆ่าตอนทำแท้งไง” เขาจึงแย้งว่า “เป็นไปได้อย่างไร เด็กพวกนี้โตแล้วและผมไม่เคยฆ่าเด็กที่คลอดออกมาแล้วแม้แต่คนเดียว” โทมัสจึงตอบว่า “คุณไม่รู้หรือว่าในดินแดนแห่งนี้เด็ก ๆ ยังเติบโตต่อได้” ดร.อะดาเซวิกไม่ยอมแพ้ กล่าวอีกว่า “แต่ผมไม่เคยฆ่าเด็กอายุ 20 ปีเลย” “คุณฆ่าเขาเมื่อ 20 ปีก่อนไงล่ะ ตอนนั้นเขาเพิ่งมีอายุได้ 3 เดือนในท้องของแม่”

ถึงตอนนี้ เขาจึงนึกใบหน้าของเด็กหนุ่มอายุ 20 ปี และเด็กหญิง 2 คนนั้นออก พวกเขามีใบหน้าคล้ายคนรู้จักที่เขาเป็นคนทำแท้งให้ดมื่อ 20 ปีก่อน ส่วนเด็กหญิง 2 คนนั้น เขารู้จักแม่ของทั้งสองดี และแม่ของคนหนึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเขาเอง เมื่อตื่นขึ้นมาเขาจึงตัดสินใจว่าจะเลิกทำแท้งอย่างเด็ดขาด

ผมกำหัวใจที่ยังเต้นได้ไว้ในมือ

ลูกพี่ลูกน้องของเขาคนหนึ่งรอเขาอยู่กับเพื่อนสาว ตอนที่เขาไปถึงโรงพยาบาลเช้าวันนนั้น ทั้งสองมีนัดทำแท้งกับเขา เธอท้องได้สี่เดือนและกำลังจะเอาเด็กออก เขาปฏิเสธอย่างแข็งขัน แต่ก็ถูกรบเร้าจนที่สุดจำยอมตกลงทำเป็นรายสุดท้ายจริง ๆ



บนจอมอนิเตอร์ เขาแลเห็นตัวอ่อนมีนิ้วหัวแม่มืออมอยู่ในปากเขายืดมดลูกให้ตรง และใส่ปากคีบเข้าไป จากนั้นก็คีบบางสิ่งและดึงออกมา เมื่อคลายที่คีบออกวางบนโต๊ะก็เห็นเป็นรูปปลายแขนข้างหนึ่งของตัวอ่อน ซึ่งเผอิญจุดที่วางมีไอโอดีนหยดเลอะอยู่ ทันใดนั้นแขนนั้นก็หดและบิดตัว พยาบาลผู้ช่วยแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ เพราะดูคล้ายขากบในห้องทดลอง

ดร.อะดาเซวิก เองก็ตกใจกลัว แต่ก็ต้องทำต่อไป และสอดปากคีบเข้าไปอีก เมื่อคีบได้แล้วก็ดึงออก ครั้งนี้เป็นส่วนขา เขาคิดไว้ก่อนแล้วว่า “จะต้องไม่ให้ไปสัมผัสกับแอลกอฮอล์” แต่ปรากฏว่าพยาบาลผู้ช่วยเกิดทำถาดเครื่องมือหล่น เขาตกใจคลายปากคีบ ทำให้ขาชิ้นนั้นตกลงไปอยู่ข้างแขนชิ้นแรกและทั้งสองส่วนก็ขยับไปมา

พยาบาลไม่เคยเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้มาก่อนคือเป็นแขนขามนุษย์ที่ขยับไปมาบนโต๊ะ ดร.อะดาเซวิกจึงตัดสินใจทำลายส่วนที่เหลือในมดลูก และดึงออกมาเป็นก้อนที่มองไม่ออกว่าเป็นอวัยวะส่วนไหน เขาเริ่มบดขยี้ก้อนเนื้องทั้งหมดและเมื่อวางปากคีบลง สิ่งที่เขาเห็นนำมากองรวมกันเป็นรูปหัวใจมนุษย์! หัวใจที่เต้นได้ แต่เต้นอ่อนลงเป็นลำดับและหยุดเต้นในที่สุด ณ บัดนี้เขาทราบแล้วว่าสิ่งที่เขาทำไปคือการฆ่าคน

เขารู้สึกว่าโลกรอบตัวมืดลงและจำไม่ได้ว่าอยู่ในสภาพนั้นนานเท่าใด เขารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อมีคนมาดึงแขนของเขา และมีเสียงพยาบาลเรียกด้วยความตกใจกลัวว่า “ดร.อะดาเซวิก! ดร.อะดาเซวิก!” คนไข้ตกเลือด
เขาจึงสวดภาวนาเป็นครั้งแรกด้วยความร้อนรนว่า “พระเจ้าข้า! โปรดช่วยชีวิตหญิงคนนี้ด้วย”

ปกติเขาใช้เวลาประมาณ 10 นาที ในการทำความสะอาดมดลูก แต่ครั้งนี้เขาสอดอุปกรณ์เพียง 2 ครั้งก็สำเร็จ และเมื่อถอดถุงมือออก เขาก็แน่ใจเลยว่าจะไม่มีการทำแท้งให้ผู้ใดอีก



หากแม่ฆ่าลูกของตนเองได้จะมีอะไรเหลืออีก

เมื่อสโตแจนแจ้งการตัดสินใจของตนให้หัวหน้าโรงพยาบาลทราบก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วไปเพราะไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า มีนรีแพทย์ในโรงพยาบาลที่กรุงเบลเกรดปฏิเสธการทำแท้ง

ทุกฝ่ายพุ่งเป้ามาที่เขา เริ่มจากการตัดเงินเดือนเหลือเพียงครึ่งเดียว ลูกสาวถูกไล่ออกจากงาน ลูกชาย ”สอบตก” ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย นอกจากนั้น เขายังถูกสื่อโทรทัศน์และวิทยุโจมตีอย่างหนัก
พวกเขากล่าวหาเขาว่า รัฐบาลสังคมนิยมส่งเขาเรียนวิธีการทำแท้ง และตอนนี้เขากำลังทำลายประเทศของตนอยู่



เขาถูกกลั่นแกล้งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ปี จนแทบจะประสาทเสีย และเกือบจะต้องร้องไห้ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบรรจุตนกลับไปทำหน้าที่ตามเดิมอีกครั้งหนึ่ง แต่ปรากฏว่าในคืนที่ตัดสินใจนั้นเอง
นักบุญโทมัส อะไควนัส ปรากฏตัวในความฝันของเขาอีกครั้ง ท่านตบไหล่ให้กำลังใจเขาและพูดว่า “ท่านเป็นเพื่อนที่ดีของฉัน จงสู้ต่อไป” ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ไปแจ้งขอกลับทำหน้าที่เดิมในวันรุ่งขึ้น และต่อสู้ต่อไปเพื่อไม่ให้มีการทำแท้งอีก



บัดนี้เขาเข้าร่วม “ขบวนการส่งเสริมการมีชีวิต” เขาเดินทางไปทั่วสาธารณรัฐเซอร์เบียและบรรยายเรื่องการทำแท้ง
เขาสามารถนำเทปบันทึกเรื่อง “The Silent Scream” ออกในรายการโทรทัศน์ของรัฐ 2 ครั้ง เป็นเรื่องการทำแท้งจริงที่ถ่ายทำจากจอมอนิเตอร์ เมื่อถึงต้นทศวรรษ 1990 หลังจากที่เขาจัดกิจกรรมากมายรณรงค์ต่อต้านการทำแท้งที่สุด รัฐสภาประเทศยูโกสลาเวียก็ออกกฤษฎีกาคุ้มครองสิทธิของผู้ที่ยังไม่ครบกำหนดคลอด ประธานาธิบดีสโลโบดัน ไมโลเซวิก (Slobodan Milosevic) ไม่ยอมลงนามในกฤษฎีกาจากนั้นก็เกิดสงครามในประเทศ และกฤษฎีกาฉบับนี้ถูกระงับไปชั่วคราว

ดร.อะดาเซวิก เชื่อว่าสงครามที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรบอลข่านนั้น น่าจะเป็นเพราะมนุษย์ออกห่างจากพระเจ้า และขาดความเคารพต่อชีวิตมนุษย์

เขาอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเซอร์เบียว่า เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองชีวิตเด็ก ตั้งแต่เด็กเริ่มหายใจเข้าปอดเป็นครั้งแรก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือกฎหมายคุ้มครองทันทีที่เด็กร้องไห้ ฉะนั้นการทำแท้งจึงเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าตัวอ่อนในครรภ์จะมีอายุถึง 7, 8 หรือ 9 เดือนแล้วก็ตาม นอกจากนั้นทางการจะไม่ใช้คำว่า “แท้งลูก” (miscarriage) ดังนั้นเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ข้างเตียงคลอดจึงมีถังใส่น้ำตั้งอยู่ และเมื่อเด็กคลอดออกมาก่อนที่จะมีโอกาสร้องก็มีการนำเด็กไปกดน้ำ นี่คือวิธีการทำแท้งอย่างเป็นทางการที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ เพราะเด็กยังไม่ได้เริ่มหายใจ

ดร.อะดาเซวิก กล่าวอ้างคำพูดของคุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตาว่า
“หากแม่สามารถฆ่าลูกของตนเองได้จะมีอะไรเหลืออีกที่จะขัดขวางมิให้คุณหรือฉันฆ่าซึ่งกันและกัน”



ทุกวันนี้การทำแท้งส่วนใหญ่ทำกันในคลินิกเอกชน ซึ่งไม่มีสถิติตัวเลขที่แน่ชัด ประมาณว่าในการตั้งครรภ์ 25 ครั้ง จะมีเด็กที่คลอดจริง ๆ แทบไม่ถึง 1 คน ส่วนอีก 24 ชีวิตถูกทำลายไปก่อนที่จะมีโอกาสหายใจเป็นครั้งแรก


ดร.อะดาเซวิก วิเคราะห์ว่าเป็นเรื่องซับซ้อนมาก อุปกรณ์หรือสารที่ทำให้เกิดการแท้งอย่างเป็นทางการ (abortificacients) เช่น IUD (intrauterine device : อุปกรณ์คุมกำเนิดที่ใช้สอดเข้าไปในมดลูก) และยา RU486 (ชื่อทางการคือ MIFEPRISTONE ทำหน้าที่ไปขวางกั้นฮอร์โมนธรรมชาติ PROGESTERONE ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของครรภ์ เมื่อไม่มีฮอร์โมนนี้ออกมา การตั้งครรภ์ก็สิ้นสุดลง) ดร.อะดาเซวิก ปรึกษาเรื่องนี้กับนักพรตนิกายออร์โธดอกซ์ตะวันออกแห่งเขาเอธอส (Mount Athos) ซึ่งแบ่งการคุมกำเนิดออกเป็น 2 ประเภท คือประเภทบาป และประเภทซาตาน ประเภทบาปคือการกันมิให้มีการพบกันระหว่างไข่และตัวอสุจิ ส่วนประเภทซาตานเป็นการฆ่าตัวอ่อนที่ใช้ IUD หรือใช้ยา RU486 ขดลวดที่ใช้ทำหน้าที่เหมือนคมดาบที่กันมิให้มนุษย์ตัวจิ๋วได้รับอาหารขณะที่อยู่ในครรภ์ซึ่งเป็นการฆ่าชีวิตให้ตายอย่างโหดร้ายในสถานที่ที่มีอาหารอยู่อย่างอุดม



นี่คือสงครามที่แท้จริงระหว่างฝ่ายที่เกิดมาแล้วกับฝ่ายที่ยังไม่เกิดในสงครามนี้ ดร.อะดาเซวิก อยู่ในแนวหน้าทั้ง 3 ครั้ง

ครั้งแรก เขาเป็นฝ่ายที่ยังไม่เกิด ถูกฝ่ายที่เกิดมาแล้วกำหนดให้ตาย แต่เขารอดมาได้
ครั้งที่สอง เขาเป็นฝ่ายที่เกิดมาแล้วและปฏิบัติงานในฐานะผู้ชำนาญการทำแท้ง
และบัดนี้เขาเป็นสาวกของกลุ่มสนับสนุนชีวิต (a pro-lifeapostle) ที่ต่อต้านการทำแท้ง

การมีชีวิตมิใช่เริ่มเมื่อมีลมหายใจครั้งแรก แต่ความเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อตัวอสุจิเข้ามาอยู่ร่วมในเซลล์ไข่



ชมคลิปได้ที่นี่

http://www.youtube.com/watch?v=OKmiiV2EZ3Q


แม่พระยุคใหม่ : ฉบับที่ 167 ปีที่ 29 กันยายน – ตุลาคม 2009/2552

www.marymagz.com
www.spcthai.com

เวบภาษาอังกฤษ
http://www.jillstanek.com/archives/2008/11/stojan_adasevic.html#more
http://randyalcorn.blogspot.com/2008/11/renowned-serbian-joins-former.html
http://fmmh.ycdsb.ca/teachers/fmmh_mcmanaman/pages/abo.html

 

Ladybug
แมลงเต่าทอง



ชื่อเรียกอื่น : Ladybird, Lady Beetle



รายละเอียดทั่วไป : “Ladybug” คือ แมลงเต่าทอง บางครั้งก็มีผู้เรียกว่า Ladybird และ Lady beetle มันจัดอยู่ในสายพันธุ์ที่มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์คือ Coccinellidae มีขนาดความยาวของลำตัวยาว 0.04 – 0.40 นิ้ว (1 – 10 มิลลิเมตร) ปีกของมันจะมีสีแดง หรือสีส้ม หรือมีบ้างที่มีสีเหลือง แต่ที่แน่ ๆ ทุกตัวจะต้องมีจุดวงกลมสีดำอยู่บนปีก




แล้วทำไม มันจึงมีชื่อราวกับมีแต่ตัวเมียแบบนี้ มุขตลกนี้ถูกนำไปใช้ในหนังของดิสนีย์ด้วย ที่เต่าทองตัวผู้ ถูกเข้าใจว่าเป็นผู้หญิงตลอดเรื่อง






ถ้าเราได้ทราบประวัติความเป็นมาของชื่อนี้ จะรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องของศรัทธาในคริสตศาสนา





นอกจากนี้ ชาวยุโรปยังมีธรรมเนียมความเชื่อว่า หากว่าวันหนึ่งมีแมลงเต่าทองบินเข้ามาในสวนของคุณ หรือถ้าคุณได้ประสบพบกับมัน เชื่อกันว่านี่คือสัญลักษณ์แห่งความโชคดี


ความเชื่อเรื่องแมลงเต่าทอง หรือ Ladybug เป็นแมลงนำโชค คงต้องเท้าความย้อนกลับไปในสมัยกลางของยุโรป ในตอนนั้นได้เกิดแมลงศัตรูพืชมาทำลายพืชผลในทุ่งนา พวกชาวนาต่างอับจนปัญญา ได้แต่สวดมนต์อ้อนวอนพระแม่มารี ให้ขอต่อพระเจ้า เพื่อโปรดประทานความช่วยเหลือ





เมื่อเสียงวิงวอนของชาวนาผู้น่าสงสารดังไปถึงพระแม่มารี อาศัยคำเสนอวิงวอนของพระมารดาพระเจ้า พระบิดาทรงตอบคำอธิษฐาน และได้ส่งแมลงเต่าทองตัวน้อย ๆ จำนวนมากมาจัดการกับพวกแมลงศัตรูพืชจนหมด ทำให้ช่วยรักษาพืชผลไว้ได้อย่างปลอดภัย เหล่าบรรดาชาวนา จึงพากันขนานนามเจ้าแมลงเต่าทองนี้ว่า “Ladybug” ซึ่งมาจากคำเรียกของคริสต์ศาสนิกชนยามเอ่ยพระนามของพระแม่มารีว่า “Our Lady” หรือ “แม่พระของพวกเรา” เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงเหตุการณ์ ที่พระแม่ทรงวิงวอนเพื่อพวกเขา


ด้วยเหตุนี้คำว่า “Lady” จึงถูกนำมารวมกับ “Bug” ที่หมายถึงแมลงปีกแข็ง กลายเป็นคำเรียกแมลงเต่าทองนี้ว่า “Ladybug” มาตั้งแต่บัดนั้น




เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น

มีอยู่ข่าวหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องแมลงเต่าทอง ที่ย้อนรอยเหตุการณ์เมื่อครั้งสมัยกลางของยุโรปได้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่เหตุการณ์ในยุคใหม่นี้เกิดขึ้นจริง ๆ

เมื่อปลายปี ค.ศ. 1880 ในปีนั้นเกิดเหตุฝูงแมลงบินเข้ามาทำลายต้นส้มของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในครั้งนั้นชาวสวนในแคลิฟอร์เนียได้ร่วมใจกันสั่งซื้อนำเข้าแมลงเต่าทอง 1,000 ตัว จากประเทศออสเตรเลีย หลังจากนั้นภายในสองปีจำนวนแมลงศัตรูพืชก็ถูกทำลายหายไปจนหมด ต้นส้มก็ออกผลได้ดังเดิมอีกครั้ง สร้างรายได้กลับคืนสู่ชาวสวนเหมือนเดิม นี่เท่ากับว่าเจ้าแมลงปีกแข็งลายจุดตัวน้อย ๆ หรือ “Ladybug” เหล่านั้น สามารถกอบกู้วิกฤติและลดการขาดทุนทางเศรษฐกิจได้นับพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว









อ้างอิง-Alys R. Yablon. แปลและเรียบเรียงโดยปิยะแสง จันทรวงศ์ไพศาล. มหัศจรรย์แห่งลัญลักษณ์เครื่องรางและเคล็ดลับนำโชค. หน้าที่ 218 – 220. กรุงเทพฯ: บริษัท วี. พริ้นท์ (7991) จำกัด, 2552.

Necromancer : ผู้ใช้ความตาย

posted on 17 Sep 2009 17:38 by nihil  in Info-Knowledge

Necromancer








ที่มาของเนโครแมนเซอร์


เนโครแมนเซอร์ (Necromancer) หรือผู้ใช้ความตาย เป็นผู้ใช้ศาสตร์แห่งความตาย เนโคร (Necro) โดยมีที่มาจากชื่อศาสตร์แห่งความตาย คือ เนโครแมนซี่ (Necromancy) ศาสตร์อาคมดำที่เกี่ยวข้องกับความตาย ภูตผีปีศาจ และการทำนายพยากรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการอัญเชิญจิต ผี ปีศาจ มาใช้ในการทำนายทายทัก หรือใช้งานตามต้องประสงค์








ตั้งแต่ยุคเรอนาซองเป็นต้นมา ศาสตร์แห่งเนโครแมนซี่ยิ่งถลำลึกและมีความเกี่ยวข้องกับศาสตร์มนต์ดำ อาถรรพ์ และด้านทางคุณไสยมากยิ่งขึ้น และแน่นอนยิ่งสัมพันธ์กับการเรียกอัญเชิญปีศาจมากยิ่งขึ้นเช่นด้วยเช่นกัน ทำให้ความหมายเกี่ยวกับการเรียกวิญญาณมาสอบถาม หรือมาใช้ในการทำนายพยากรณ์อันเป็นจุดเริ่มต้นแรกเริ่มของศาสตร์นี้กลายเป็นใจความรอง ที่เด่นชัดน้อยกว่าการอัญเชิญปีศาจ ศาสตร์มนต์ดำ และ ศาสตร์เกี่ยวกับ วิญญาณ และ ปีศาจ








ประวัติเนโครแมนซี่ในสมัยต่างๆ








สมัยโบราณ


ในยุคแรกเริ่มนั้น เนโครแมนซี่ มีความใกล้เคียงกับ ชาแมนนิซึ่ม (พวกคนทรงเจ้า หมอผี) มาก เพราะเนื้อหาใจความหลักของศาสตร์ ไปให้ความสำคัญกับการเรียกหาภูตผี จิตวิญญาณ ต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ ผี หรือ วิญญาณของคนรุ่นก่อนหน้านั้นที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเรียกกลับมาเพื่อการสอบถาม การทำนายทายทัก หรือการหาคำตอบในสิ่งอันเป็นประสงค์ใคร่รู้

ในประเทศเปอร์เซีย ได้มีบันทึกเกี่ยวกับหลักการ และศาสตร์เกี่ยวกับเนโครแมนซี่ในยุคแรกๆ นี้ไว้ ก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังกลุ่มคนพวกชาลเดีย เอทรูเนีย และ บาบิโลเนีย ซึ่งมีศัพท์เรียกศาสตร์

เนโครแมนซี่นี้เฉพาะว่า แมนซาซูอู (Manzazuu) ชา เอเทมมู (Sha Etemmu) และผี วิญญาณที่เลี้ยงไว้เรียกว่า เอเทมมู (Etemmu)

เนโครแมนซี่ แพร่กระจายเข้าไปในตะวันตกในยุคโบราณ ตามหลักฐานที่ปรากฏใน บาบิโลน อียิปต์ กรีซ และ โรม หนึ่งในหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดเรื่องเนโครแมนซี่ ปรากฏในบทกวีนิพนธ์ เรื่อง โอดีซซี่ ของโฮเมอร์ (700 ปีก่อนคริสตกาล) มีการกล่าวถึงพิธีกรรมทางเนโครแมนซี่ เป็นพิธีกรรมที่ต้องกระทำในยามกลางคืน กระทำรอบๆ หลุมไฟ ใช้การบูชายัญสัตว์ และเลือดของมัน เป็นอาหารให้กับภูต ผี มาดื่มกิน






พิธีกรรมเช่นนี้เป็นสิ่งที่พบเห็นได้สามัญทั่วไปตามอย่างของศาสตร์เนโครแมนซี่ ในยุคแรกๆ ในพิธีกรรมทางเนโครแมนซี่ยังเกี่ยวข้องกับพวกเครื่องรางของขลัง วงเวทย์ คทา กระดิ่ง และเวทมนตร์ อาคม คาถาอีก ส่วนผู้ประกอบพิธีหลักเองก็ต้องแต่งตัวให้เกี่ยวข้องกับความตายและแลดูขลัง ไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ เอาของที่เกี่ยวกับความตายมาประดับตกแต่งตัว ไว้หนวดเครายาว แลดูโทรมและน่าเกรงขาม และในการประกอบพิธีจะใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อทำการติดต่อกับวิญญาณของภูตผี หรือคนที่ล่วงเลยลับไปแล้ว ส่วนสถานที่ประกอบพิธีนั้นนิยมทำกันในบริเวณสุสาน หรือสถานที่ที่แลดูขลัง และเต็มไปด้วยบรรยากาศน่าหดหู่ ในการเรียกวิญญาณจะนิยมเรียกวิญญาณของคนที่พึ่งเสียชีวิตใหม่ๆ เสียมากกว่า เพราะเชื่อกันว่าจิตเหล่านั้นจะชัดเจนและเชื่อถือได้เต็มที่ แต่หากผู้ที่ต้องการเรียกผู้ที่ตายมาเป็นเวลานานกว่า 1 ปีแล้ว จะนิยมเรียกวิญญาณในธรรมชาติ หรือ พวก ภูต ผี อื่นมาแทนเสียมากกว่า และแน่นอนเป็นความจริงที่ว่าวิญญาณคนมีความรู้ที่จำกัด รู้แค่สิ่งที่ตนรู้ หรือมีประสบการณ์มายามมีชีวิตเสียและเพียงได้รับเพิ่มยามเสียชีวิตไปแล้วเสียมากกว่า ด้วยเช่นกัน






เนโครแมนซี่ ในยุคกลาง



นักประพันธ์ในยุคกลางส่วนใหญ่เชื่อว่าการชุบชีวิตคนที่ตายไปแล้วไม่สามารถกระทำได้หากไม่ได้รับพระพรจากพระคริสตเจ้า ดังนั้นการชุบชีวิตหรือเรียกหาผู้ที่ตายไปแล้วกลับมาในศาสตร์ของเนโครแมนซี่ จึงเชื่อว่าเป็นการกระทำของปีศาจ ที่ยืมร่างของวิญญาณมาใช้ และทำให้เนโครแมนซี่ถูกจัดอยู่ในประเภทเดียวกันกับศาสตร์มืด อาคม มนต์ดำ และพวกศาสตร์เกี่ยวกับการบูชาปีศาจไปในตัว

เนโครแมนซี่ในยุคกลางเชื่อว่าเป็นส่วนผสมระหว่าง แอสทรัล เมจิค อีกศาสตร์หนึ่งที่ได้รับมาจากทางอารบิค และได้รับอิทธิพลของศาสตร์ เอ็คโซซิซึ่ม หรือการขับไล่ผี มาผสมผสานกันออกมา ซึ่งความเชื่อที่ได้รับมาจากทางอารบิคนี้ปรากฏจากความเกี่ยวข้องทางพิธีกรรม ที่นำเรื่องของ ดวงจันทร์ พระอาทิตย์ ช่วงจันทรคติ สุริยคติ ตำแหน่งดาว ช่วงเวลาในแต่ละวัน มาเกี่ยวข้องด้วย
ส่วนอิทธิพลที่ได้มาจากทางยิว และการเอ็คโซซิซึ่ม ปรากฏในสัญลักษณ์ และรูปแบบการอัญเชิญวิญญาณ








เนโครแมนเซอร์ ในยุคกลาง เชื่อว่าเนโครแมนซี่เป็นศาสตร์ที่ใช้สำหรับกระทำการเพื่อบรรลุสิ่ง 3 อย่างหลักๆ คือ
1. ควบคุม
2. มายา
3. ปัญญา



การควบคุม กระทำเพื่อบรรลุการควบคุมจิตใจและเจตจำนงของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ หรือแม้แต่ภูต ผี และเพื่อการนี้ ปีศาจ จะถูกอัญเชิญมาเข้าควบคุมจิตใจของคนอื่น ทำให้คนผู้นั้นเป็นบ้า หรือทำให้คนผู้นั้นมีความรักหรือความเกลียดต่อบุคคลที่ต้องการ หรือแม้แต่ควบคุมให้คนนั้นมีพฤติกรรมกระทำในสิ่งที่ตนต้องการได้


มายา เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างภาพหลอน คืนชีวิตให้ผู้ตายปรากฏออกมาชั่วคราว หรือสร้างภาพในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงให้หลงคิดไปว่าดำรงอยู่จริง

ปัญญา เกี่ยวกับการรับความรู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้ จากผู้มีความรู้เหนือกว่ามนุษย์ คือ ปีศาจ การใช้เนโครแมนซี่ในแง่นี้จะเรียกปีศาจมาเพื่อสอบถามเรื่องราวสารพันที่ใคร่รู้ ใช้สืบเสะหาของที่หายไป หาฆาตกร หรือแม้แต่การเปิดเผยเรื่องราวในอนาคต







การประกอบพิธีเนโครแมนซี่ในยุคกลางมักเกี่ยวข้องกับการใช้วงเวทย์เสมอ วงเวทย์จะถูกวาดลงบนพื้น บางครั้งอาจใช้เศษผ้าหรือเสื้อผ้ามาเรียงแทนที่ได้ เช่นเดียวกับสารพันวัตถุ สัญลักษณ์ ลวดลาย ตัวหนังสือ ในรูปทรงต่างๆ เชื่อว่าวงเวทย์เป็นเสมือนเครื่องมือที่ใช้ในการขยายพลังงานทางจิต และขณะเดียวกัน ก็ปกป้องผู้ประกอบพิธีจากความมุ่งร้ายหรือผลกระทบที่อาจได้รับด้วย

พิธีกรรมอัญเชิญปีศาจ เป็นกระบวนการในการเรียกปีศาจที่อยู่ในมิติที่แตกต่างให้มาปรากฏในโลกแห่งวัตถุนี้ได้ โดยอาศัยพิธีกรรม คาถามนตรา หรือท่าทาง ในการเป็นสื่ออัญเชิญ โดยทั่วไปในระหว่างพิธีกรรม ผู้ประกอบพิธีจะลงมือกระทำพิธีอัญเชิญหรือท่องคาถาในรูปแบบที่ซ้ำๆ กันไปเรื่อยๆ ไม่ก็เคลื่อนที่วนไปมาไปเรื่อยๆ จนกว่าพิธีจะเสร็จสมบูรณ์ หรือปีศาจที่เรียกหาจะปรากฏออกมา ขณะเดียวกันการบูชายัญ หรือของถวายก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็น เพราะทำหน้าที่เป็นค่าตอบแทนที่ต้องจ่าย ซึ่งเครื่องบูชาเป็นไปได้ตั้งแต่เลือดสัตว์ เนื้อสัตว์ มนุษย์ จนกระทั่งสิ่งของทั่วไป นอกเหนือจากนั้น เวลา สถานที่ โอกาส และวิธีการนำเสนอพิธีกรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลและความสำคัญต่อพิธีกรรมเช่นไร






เนโครแมนซี่ ในยุคสมัยใหม่






ในยุคสมัยใหม่ คำว่าเนโครแมนซี่ ถูกใช้เป็นคำศัพท์พาะทั่วไปสำหรับการอธิบายถึงศาสตร์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความตาย หรือเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์คาถา ภูต ผี ปีศาจ และการเรียกหาวิญญาณมาทำนายทายทักถึงอนาคต ขณะที่เชื่อว่ายังมีการประกอบพิธีทางเนโครแมนซี่อยู่ตามที่ต่างๆ ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างที่พบเห็นในแอฟริกา พวกความเชื่อวูดู ที่ได้รับการปลูกฝังความเชื่อมาแต่โบราณกาลเป็นต้น แต่ไม่ว่าที่ไหนและเมื่อไหร่ เนโครแมนซี่ก็ดี เนโครแมนเซอร์ผู้ใช้ความตายก็ดี ก็เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีเสน่ห์และความพิศวงแฝงเร้นกับความตายในตัวมันมาแต่ช้าแต่นานแล้ว

 

 

หากถูกใจเนื้อหาทำนองนี้ ก็บริจาคดาวหน่อยนะจ้ะ จักเป็นพระคุณยิ่งจ้า :3