บทบาทของพระเจ้า และศาสนาในเกม



เกม หรือวีดีโอเกม ก็เป็นอีกสื่อปัจจัยหนึ่งในธุรกิจ “ความบันเทิง” ที่อาจถูกจำแนกเทียบเคียงได้กับสื่อบันเทิงอื่นๆ เฉกเช่น วิทยุ โทรทัศน์ จนไปถึงสื่อสิ่งพิมพิ์ และสารสนเทศต่างๆ ผู้ผลิตสร้าง ผู้ผลิตขาย และผู้บริโภคซื้อหา เสพ “ความคิด” ที่ทางผู้ผลิตสื่อส่งผ่านมอบมาให้


ในขณะที่วีดีโอเกมเป็นเสมือนช่องทางหนึ่งที่สามารถส่งผ่านความคิด และการนำเสนอได้เช่นนี้ เรื่อง “พระเจ้า” หรือเรื่อง “ศาสนา” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ได้ถูกนำเสนอผ่านวีดีโอเกมตลอดมา ตั้งแต่แรกเริ่มมีวีดีโอเกมขึ้นมา จวบจนถึงทุกวันนี้ ในบริบทที่อาจเหมือนหรือต่างกันออกไป


ขึ้นชื่อว่าศาสนาแล้ว แน่นอนว่าจัดเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอันต้องพึงระวังในการกล่าวถึงเป็นพิเศษ ครั้งหนึ่งในยุคแรกๆ ของเกม ทางผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายจะระแวดระวังในการใส่เนื้อหาเหล่านี้ลงไปเป็นพิเศษ เพราะหากใช้ใส่อย่างไม่ระวังแล้ว อาจนำมาซึ่งกระแสต่อต้าน กระแสความไม่พอใจ อันไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ สิ่งนี้เป็นที่เฝ้าระวังแม้แต่กับสิ่งสารพันอันเล็กน้อย ดังตัวอย่างเช่นเกม Rockman ที่ตัวบอส Yellow Devil ในเกมที่เมื่อเกมถูกวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาแล้ว มันจำต้องถูกเปลี่ยนชื่อกลายเป็น Rock Monster แทน ตามนโยบายของ Nintendo ในขณะนั้น ที่จะไม่ใส่ปัจจัยใดๆ เลยที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาลงไป แม้แต้คำว่า “Devil” หรือ “ปีศาจ” เช่นนี้เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่านั่นมาจากมุมมองว่าวีดีโอเกมเป็นของเล่นสำหรับเด็ก เข้าถึงเด็ก และอันควรในการจำกัดเนื้อหาที่เด็กจะพึงเสพเป็นพิเศษด้วย



Image
Yellow Dvil ----> Block Monster เมื่อวางจำหน่ายในอเมริกา





พระเจ้า ในเกมยุคแรก และแนวคิดพึงนิยม คือผู้ทรงฤทธานุภาพที่อยู่ฝ่ายผู้เล่น


แม้จะมีการหลีกเลี่ยงหรือพึงใช้อย่างระแวดระวัง พระเจ้าก็ปรากฏในประวัติศาสตร์วีดีโอเกมตั้งแต่ในยุคแรกๆ และแนวคิดพึงนิยมของพระเจ้าในยุคแรกๆ ที่เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยเกมแบบ Rogue like (แนวผจญภัยลุย Dungeon ไปเรื่อยๆ ที่เราอาจคุ้นกันในชื่อ Dungeon Explorer หรือชุด ฟุชิกินะดันเจี้ยน ) เกมแนว Text Based (เกมที่เล่นโดยอาศัยแต่ข้อความเป็นสำคัญ) ไปจนถึง World of Warcraft ในยุคปัจจุบัน คือ พระเจ้าในแง่ผู้ทรงฤทธานุภาพ ผู้เป็นองค์แห่งความดี และอยู่ฝ่ายเดียวกับผู้เล่น อาจปรากฏในเกมตรงๆ หรือเพียงแค่มีการกล่าวอ้างถึง อาทิเช่นบอกว่าอยู่ฝ่ายตัวเอก สนับสนุนตัวเอก หรือมอบภารกิจให้ตัวเอกไปจัดการ หรือคอยให้ความช่วยเหลือฝ่ายตัวเอกทั้งในทางตรงและทางอ้อม อาทิเช่นให้พร เพิ่มพลังให้ หรือแม้แต่แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ ปราบฝ่ายศัตรูอันชั่วร้ายลง จึงอาจกล่าวได้ว่าพระเจ้าในเกมยุคแรกๆ และแบบพึงนิยม เป็นเสมือนผู้อุปถัมภ์ที่มีอำนาจเหนือตัวเอกในเกม หากแต่คอยดูแลและให้ความช่วยเหลือ เพื่อให้ตัวเอกสามารถบุกฝ่าตะลุยไปจนจบเกมได้





ผู้เล่น ในฐานะพระเจ้า อำนาจในมือจะใช้อย่างไร ?


หลังจากแนวคิดพึงนิยมของพระเจ้าที่คอยสนับสนุนผู้เล่นแล้ว ก็เริ่มมีเกมที่ฉีกแนวคิดพระเจ้าเดิมๆ ออกไป โดยนำบท “พระเจ้า” มาจำลองให้ผู้เล่นลองสวมใส่เป็นเองเลย ดังที่เห็นได้จากเกม Populous ActRizer หรือ Black & White ที่ให้อำนาจผู้เล่นอย่างล้นปรี่ เป็นพระเจ้าปกครองเหนือตัวละคร NPC ที่ติ๊งต่างสมมุติให้เป็น “มนุษย์” ในครอบครองของเรา แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของเกมคือให้เราทำหน้าที่พระเจ้าอย่างดี สร้างโลก ดูแลโลก ชี้นำมนุษย์ไปในทางที่ถูกที่ควร หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเชื่อความศรัทธาลงไปในผู้คน ให้งอกเงยออกมาอย่างดีงามตามครรลองคลองธรรม แต่แม้อำนาจมีอยู่ล้นปรี่ล้นฟ้าแต่ทั้งหมดก็ไม่ง่ายนัก แม้จะเป็นแค่เกม สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ก็มีอยู่เสมอ ทั้งภัยธรรมชาติ การรุกรานผู้คนของปีศาจ ทุกขภัยต่างๆ ไปจนถึงการไม่เคารพเชื่อฟังพระเจ้าของ NPC มนุษยสมมุติเหล่านี้ ซึ่งแน่นอนเราในฐานะพระเจ้าพึงต้องคอยแก้ปัญหาอย่างใจเย็น คอยดูแลผู้คนของเราด้วยความเมตตา และไม่ ที่จะเป็นพระเจ้าผู้เกรี้ยวกราด เสกสายฟ้ามาทำลายบ้านเมืองผู้คน หรือจับคนเหวี่ยงขึ้นบนท้องฟ้าลงมากระแทกพื้นถึงแก่อสัญกรรม แม้บางครั้งเราอาจจะอด นึกสนุกที่จะระบายอารมณ์แบบนั้นกับพวกคนบาปหยาบช้าไม่ได้ แต่แน่นอน นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราในฐานะพระเจ้าพึงกระทำเลย เราในฐานะพระเจ้าจะใช้อำนาจในมือเยี่ยงไร หรือจะดูแลผู้คนของเราได้ดีแค่ไหน จะเมตตา จะโกรธา จะละเลยปล่อยปละ หรือตามใจเสียจนเสีย เกมที่ให้บทเราเป็นพระเจ้าเหล่านี้ ก็ได้สร้างคำถามอันน่าสนใจให้เราลองเล่น และลองสวมบทบาทเป็น



Image
สวมบทเป็น "พระเจ้า" ใน Popolous


Image
ใน Black & White ที่อาจเป็นพระเจ้าผู้ทรงเกรี้ยวกราดได้






วีดีโอเกม คือสถานที่อันทำให้ปาฏิหาริย์ของพระเจ้าเป็นรูปธรรม


วีดีโอเกมจัดเป็นสื่อแรกๆ ที่ทำให้ “ภาพปาฏิหาริย์ของพระเจ้า” ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม เพราะไม่ใช่แค่ข้อความเขียนและเสียง ที่อาศัยจินตนการในการสร้างภาพ วีดีโอเกมทำให้ปาฏิหาริย์และอิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าได้แสดงออกมาให้เห็นเด่นชัด และต่างจากสื่ออื่นจากการสร้างอารมณ์ร่วมของผู้เล่น ที่อาจสัมผัสได้เลยจากการเล่น เช่น ลองจินตนการว่าคุณกำลังเล่นเกมแล้วเหลือพลังชีวิตเพียงแค่เล็กน้อย แล้วพลันพระเจ้าปรากฏ เปล่งแสงวาบลงมาฟื้นฟูพลังคุณจนเต็ม คุณจะไม่รู้สึกขอบคุณหรือ ? และนี่เป็นสิ่งที่ปรากฏแต่ในวีดีโอเกม มิอาจหาได้จากสื่ออื่นที่เราจำอยู่ในฐานะของ “ผู้เฝ้าสังเกตการณ์” ไม่ใช่ในฐานะ “ผู้เล่น” เฉกเช่นดังนี้ และแน่นอน ในวีดีโอเกม ยังอาจจัดเป็น “โลกแฟนตาซี ที่แสดงอิทธิฤทธิ์ของพระเจ้าออกมาได้อย่างเต็มที่”


ซึ่งเพื่อการนี้ จำขอยกคำพูดจาก C.S. Lewis ผู้ร่ายมนต์เสน่ห์ผ่านผลงานประพันธ์ชื่อก้อง “The Chronicle of Narnia” กับประโยคที่เขาเคยถ้อยแถลงไว้ผ่านผลงาน “On Three Ways of Writing for Children” ว่า


“เด็กๆ ไม่ได้รังเกียจไม้ทั่วไปที่