พระเยซู เผชิญหน้าการวิจารณ์อย่างไร
posted on 10 Sep 2009 13:00 by nihil in Info-Knowledge
พระเยซูเผชิญการวิจารณ์อย่างไร
โดย ศจ.สมเกียรติ กิตติพงษ์
ไม่มีใครไม่ถูกโจมตี หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ เราควรวางตัวอย่างไร เราน่าจะได้ดูพระเยซูเป็นตัวอย่าง อ่านเรื่องราวในพระกิตติคุณ จะเห็นว่าพระเยซูทรงทำพระราชกิจของพระองค์ในขณะที่มีผู้คนโจมตีพระองค์มากมายเหลือเกิน พวกธรรมาจารย์ คิดว่าพระองค์ดูหมิ่นพระเจ้า ดูหมิ่นวันสะบาโต ขับผีออกโดยใช้อำนาจนายผี ส่วนพวกพี่น้องของพระองค์เคยวิจารณ์ว่า “พระเยซูเสียสติไปเสียแล้ว” เมื่อพระเยซูกินอาหารกับคนบาปและคนเก็บภาษี เขาก็วิจารณ์ว่าพระองค์กินเติบ ในช่วงปลายพระราชกิจพวกยิวใส่ความพระองค์
1.ทรงยึดอยู่บนความจริง
“พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ทรงเป็นอยู่ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก” เมื่อคนกล่าวหาพระองค์ดูหมิ่นพระเจ้า ตั้งตัวเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงทราบดีว่าพวกเขาไม่เข้าใจพระองค์มิทรงถือโทษพวกเขา แท้จริงคำกล่าวของเขาถูกแล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อต่างหาก พระองค์ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ ตรงกันข้าม พระองค์ทรงพยายามช่วยให้เขามีความเชื่อต่างหาก เมื่อเขาถามพระองค์ตรง ๆ ว่าพระองค์คือใคร? พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เราเป็นดังที่เราได้บอกท่านทั้งหลายแต่แรกนั้น(ยอห์น 8:25) การเผชิญหน้าการวิจารณ์โดยการยืนอยู่บนความจริงเป็นเรื่องง่ายกว่าการพยายามป้องปัด และสร้างเรื่องอื่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นให้เราเลียนแบบพระเยซู
2.ไม่ทรงพยายามปกป้องตนเองแต่ทรงกล่าวถึงเหตุผลให้เขาพิจารณา
เมื่อเขาหาว่าพระองค์ขับผีออกโดยนายผี พระองค์ทรงกล่าวถึงเหตุผลว่า “ราชอาณาจักรที่แตกแยกกันก็คงพินาศ เมื่อครัวเรือนใดแตกแยกกันแล้วจะตั้องอยู่ไม่ได้ ถ้าซาตานขับซาตานออกมันก็แตกแยกกันในตัวมันเอง” (มัทธิว 12:25-26) ...ถ้าเราขับผีออกด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว (28) ถ้อยคำล่าสุดของพระองค์เป็นการเชิญชวน ช่วยให้เขาถ่อมใจลงเสียด้วย มิได้ยั่วให้โรธ เมื่อเขาโจมตีว่าพระองค์ทำผิดกฎวันสะบาโต โดยการรักษาคนมือลีบในวันสะบาโต พระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า ถ้าโคหรือลาของเขาตกบ่อในวันสะบาโต พวกเขาจะฉุดขึ้นมาไหม? วันสะบาโตเราควรช่วยชีวิตคนหรือผลาญชีวิต (มาระโก 3:4) เวลายอห์นผู้ให้บัพติสมาเกิดสงสัยในพระองค์ส่งคนมาถามว่า “พระองค์ใช่พระคริสต์หรือไม่” พระองค์มิได้บอกว่า “พระองค์คือพระคริสต์อย่างแน่นอน” แต่ให้พวกเขาไปบอกยอห์นว่า “คนตาบอดเห็นได้ คนง่อยเดินได้ คนตายเป็นขึ้น” ลึก ๆ ในใจคนเรายากที่จะแย้งเหตุและผล รวมทั้งพระวจนะ ดังนั้นจงใช้หลักของพระเยซู
3.พิสูจน์ด้วยการกระทำ
เมื่อเขาโจมตีพระองค์ว่าพระองค์ดูหมิ่นพระเจ้าโดยการที่พระองค์ยกโทษให้คนง่อย พระองค์ถามว่าข้างไหนง่ายกว่ากันที่จะยกโทษให้เขา หรือจะรักษาคนง่อยแล้วพระองค์ก็สั่งให้คนง่อยลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้าน (มาระโก 2:9-10) คนง่อยก็ลุกขึ้นเป็นการตอบโจทย์แห่งความสงสัยโดยปริยาย ถ้าพระองค์ทรงรักษาคนง่อยซึ่งมนุษย์ทำไม่ได้ พระเจ้าเท่านั้นทำได้ พระองค์ก็ย่อมยกโทษเขาได้ด้วย บ่อยครั้งเราถกเถียงกับผู้ที่เข้าใจเราผิด ๆ เสียหน้าดำหน้าแดง ถ้าเราใช้วิธีของพระองค์ คือดำเนินชีวิตที่ดีพิสูจน์ได้ว่าการโจมตีของเขานั้นผิดพลาดที่สุดเขาต้องปิดปากตัวเองสนิท
4.เมินการเข้าใจผิดของคนไกลสนใจการเข้าใจถูกของคนใกล้
ครั้งหนึ่งที่ซีซารียา ฟีลิปปี พระองค์อยู่กับสาวก 12 คน ทรงตรัสถามพวกเขาว่าเขาว่ากันว่าเราเป็นใคร บางคนก็ว่าพระองค์เป็นยอห์น ผู้ให้บัพติสมาเป็นขึ้นมาใหม่จากความตาย บางคนก็ว่าพระองค์เป็นเอลียาห์ บางคนก็ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ แล้วพระองค์ก็ทรงหันมาถามพวกเขาว่า “ท่านละคิดว่าเราเป็นใคร?” เปโตรเป็นผู้ทูลตอบว่าพระองค์คือพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ แล้วพระเยซูก็ชมเปโตรว่าเขาได้รับความเข้าใจจากพระบิดา ไม่ใช่จากมนุษย์ เราคงไม่ต้องพิสูจน์กับคนทั้งโลก และพยายามชี้แจงออกรายการโทรทัศน์ ว่าที่พวกเขาเข้าใจเรานั้นผิดหรือถูกอย่างไร ที่สำคัญคนที่ใกล้เรา อยู่ในครอบครัวของเรา ทีมงานของเราน่าจะเข้าใจถูก
5.อดทนรอคอยโอกาส อันเหมาะสมที่จะให้คนเกิดความเข้าใจกระจ่างขึ้น
สาวก 12 คนของพระเยซูหาได้เข้าใจพระองค์อย่างถูกต้องทั้งหมด จนพระองค์ฟื้นคืนพระชนม์ ทรงมอบให้พระวิญญาณเป็นผู้สำแดง (ลูกา 24:45) วันที่พรองค์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ สาวกยังถามพระองค์ว่าพระองค์จะตั้งอาณาจักรอิสราเอลขึ้นใหม่ในคราวนี้หรือ (กิจการ 1:6) พระองค์ได้ตรัสสั่งให้เขารอรับพระวิญญาณ (8) พวกน้อง ๆ เคยเข้าใจพระเยซูผิดมาตลอด แต่ภายหลัง ยากอบคืออัครทูตเอกในเยรูซาเล็มรวมทั้งนางมารีย์ และพวกน้อง ๆ อื่น ๆ
ดังนั้นเราต้องใจเย็น ๆ นะครั้บ วันนี้เขาไม่เข้าใจเรา วันหนึ่งเขาจะเข้าใจและจะเข้าใจกระจ่างเสียด้วย
ศจ.สมเกียรติ กิตติพงษ์. คริสเตียนนิวส์ ข่าวสารของคริสเตียน ปีที่ 13 ฉบับที่ 109 เดือนสิงหาคม 2009 หน้าที่ 5. กรุงเทพฯ: 2009.
โดย ศจ.สมเกียรติ กิตติพงษ์
ไม่มีใครไม่ถูกโจมตี หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ เราควรวางตัวอย่างไร เราน่าจะได้ดูพระเยซูเป็นตัวอย่าง อ่านเรื่องราวในพระกิตติคุณ จะเห็นว่าพระเยซูทรงทำพระราชกิจของพระองค์ในขณะที่มีผู้คนโจมตีพระองค์มากมายเหลือเกิน พวกธรรมาจารย์ คิดว่าพระองค์ดูหมิ่นพระเจ้า ดูหมิ่นวันสะบาโต ขับผีออกโดยใช้อำนาจนายผี ส่วนพวกพี่น้องของพระองค์เคยวิจารณ์ว่า “พระเยซูเสียสติไปเสียแล้ว” เมื่อพระเยซูกินอาหารกับคนบาปและคนเก็บภาษี เขาก็วิจารณ์ว่าพระองค์กินเติบ ในช่วงปลายพระราชกิจพวกยิวใส่ความพระองค์
1.ทรงยึดอยู่บนความจริง
“พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง ทรงเป็นอยู่ตั้งแต่ก่อนสร้างโลก” เมื่อคนกล่าวหาพระองค์ดูหมิ่นพระเจ้า ตั้งตัวเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงทราบดีว่าพวกเขาไม่เข้าใจพระองค์มิทรงถือโทษพวกเขา แท้จริงคำกล่าวของเขาถูกแล้ว แต่พวกเขาไม่เชื่อต่างหาก พระองค์ไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ ตรงกันข้าม พระองค์ทรงพยายามช่วยให้เขามีความเชื่อต่างหาก เมื่อเขาถามพระองค์ตรง ๆ ว่าพระองค์คือใคร? พระองค์ตรัสกับเขาว่า “เราเป็นดังที่เราได้บอกท่านทั้งหลายแต่แรกนั้น(ยอห์น 8:25) การเผชิญหน้าการวิจารณ์โดยการยืนอยู่บนความจริงเป็นเรื่องง่ายกว่าการพยายามป้องปัด และสร้างเรื่องอื่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นให้เราเลียนแบบพระเยซู
2.ไม่ทรงพยายามปกป้องตนเองแต่ทรงกล่าวถึงเหตุผลให้เขาพิจารณา
เมื่อเขาหาว่าพระองค์ขับผีออกโดยนายผี พระองค์ทรงกล่าวถึงเหตุผลว่า “ราชอาณาจักรที่แตกแยกกันก็คงพินาศ เมื่อครัวเรือนใดแตกแยกกันแล้วจะตั้องอยู่ไม่ได้ ถ้าซาตานขับซาตานออกมันก็แตกแยกกันในตัวมันเอง” (มัทธิว 12:25-26) ...ถ้าเราขับผีออกด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงท่านแล้ว (28) ถ้อยคำล่าสุดของพระองค์เป็นการเชิญชวน ช่วยให้เขาถ่อมใจลงเสียด้วย มิได้ยั่วให้โรธ เมื่อเขาโจมตีว่าพระองค์ทำผิดกฎวันสะบาโต โดยการรักษาคนมือลีบในวันสะบาโต พระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า ถ้าโคหรือลาของเขาตกบ่อในวันสะบาโต พวกเขาจะฉุดขึ้นมาไหม? วันสะบาโตเราควรช่วยชีวิตคนหรือผลาญชีวิต (มาระโก 3:4) เวลายอห์นผู้ให้บัพติสมาเกิดสงสัยในพระองค์ส่งคนมาถามว่า “พระองค์ใช่พระคริสต์หรือไม่” พระองค์มิได้บอกว่า “พระองค์คือพระคริสต์อย่างแน่นอน” แต่ให้พวกเขาไปบอกยอห์นว่า “คนตาบอดเห็นได้ คนง่อยเดินได้ คนตายเป็นขึ้น” ลึก ๆ ในใจคนเรายากที่จะแย้งเหตุและผล รวมทั้งพระวจนะ ดังนั้นจงใช้หลักของพระเยซู
3.พิสูจน์ด้วยการกระทำ
เมื่อเขาโจมตีพระองค์ว่าพระองค์ดูหมิ่นพระเจ้าโดยการที่พระองค์ยกโทษให้คนง่อย พระองค์ถามว่าข้างไหนง่ายกว่ากันที่จะยกโทษให้เขา หรือจะรักษาคนง่อยแล้วพระองค์ก็สั่งให้คนง่อยลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้าน (มาระโก 2:9-10) คนง่อยก็ลุกขึ้นเป็นการตอบโจทย์แห่งความสงสัยโดยปริยาย ถ้าพระองค์ทรงรักษาคนง่อยซึ่งมนุษย์ทำไม่ได้ พระเจ้าเท่านั้นทำได้ พระองค์ก็ย่อมยกโทษเขาได้ด้วย บ่อยครั้งเราถกเถียงกับผู้ที่เข้าใจเราผิด ๆ เสียหน้าดำหน้าแดง ถ้าเราใช้วิธีของพระองค์ คือดำเนินชีวิตที่ดีพิสูจน์ได้ว่าการโจมตีของเขานั้นผิดพลาดที่สุดเขาต้องปิดปากตัวเองสนิท
4.เมินการเข้าใจผิดของคนไกลสนใจการเข้าใจถูกของคนใกล้
ครั้งหนึ่งที่ซีซารียา ฟีลิปปี พระองค์อยู่กับสาวก 12 คน ทรงตรัสถามพวกเขาว่าเขาว่ากันว่าเราเป็นใคร บางคนก็ว่าพระองค์เป็นยอห์น ผู้ให้บัพติสมาเป็นขึ้นมาใหม่จากความตาย บางคนก็ว่าพระองค์เป็นเอลียาห์ บางคนก็ว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ แล้วพระองค์ก็ทรงหันมาถามพวกเขาว่า “ท่านละคิดว่าเราเป็นใคร?” เปโตรเป็นผู้ทูลตอบว่าพระองค์คือพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ แล้วพระเยซูก็ชมเปโตรว่าเขาได้รับความเข้าใจจากพระบิดา ไม่ใช่จากมนุษย์ เราคงไม่ต้องพิสูจน์กับคนทั้งโลก และพยายามชี้แจงออกรายการโทรทัศน์ ว่าที่พวกเขาเข้าใจเรานั้นผิดหรือถูกอย่างไร ที่สำคัญคนที่ใกล้เรา อยู่ในครอบครัวของเรา ทีมงานของเราน่าจะเข้าใจถูก
5.อดทนรอคอยโอกาส อันเหมาะสมที่จะให้คนเกิดความเข้าใจกระจ่างขึ้น
สาวก 12 คนของพระเยซูหาได้เข้าใจพระองค์อย่างถูกต้องทั้งหมด จนพระองค์ฟื้นคืนพระชนม์ ทรงมอบให้พระวิญญาณเป็นผู้สำแดง (ลูกา 24:45) วันที่พรองค์เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ สาวกยังถามพระองค์ว่าพระองค์จะตั้งอาณาจักรอิสราเอลขึ้นใหม่ในคราวนี้หรือ (กิจการ 1:6) พระองค์ได้ตรัสสั่งให้เขารอรับพระวิญญาณ (8) พวกน้อง ๆ เคยเข้าใจพระเยซูผิดมาตลอด แต่ภายหลัง ยากอบคืออัครทูตเอกในเยรูซาเล็มรวมทั้งนางมารีย์ และพวกน้อง ๆ อื่น ๆ
ดังนั้นเราต้องใจเย็น ๆ นะครั้บ วันนี้เขาไม่เข้าใจเรา วันหนึ่งเขาจะเข้าใจและจะเข้าใจกระจ่างเสียด้วย
ศจ.สมเกียรติ กิตติพงษ์. คริสเตียนนิวส์ ข่าวสารของคริสเตียน ปีที่ 13 ฉบับที่ 109 เดือนสิงหาคม 2009 หน้าที่ 5. กรุงเทพฯ: 2009.
Tags: christ, critic, faith, god, jesus, jesus christ, religion, คริสตศาสนา, พระเยซู, วิจารณ์8 Comments

โอม ใจเย็นๆ ให้อภัยๆ ....ทำไมทำไม่ได้น้า
#1 By เนือย on 2009-09-10 13:48