GFMM กับ DJ Nihil จ้า~

posted on 07 Dec 2009 21:52 by nihil  in Nihil

 


ไปเป็น DJ จัดรายการวิทยุกับคลื่น o2radio กับทางคุณ Urza

ตอนนี้ยังฝึกๆ และพึ่งออกอากาสไปได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น

แต่เอาว่า

ใครอยากฟังเสียงของ DJ Nihil คนนี้ ก็ไปฟังกันได้เลย กับช่วง "GFMM"
Game Fic Music Myth



หรือช่วงรายการวิทยุที่ประกอบไปด้วย 4 ช่วงใหญ่ คือ
G(ame)เนื้อหาสาระข่าวสาร และข้อมูลที่น่าสนใจในวงการเกม
F(ic) ฟิค ข้อมูลในการแต่งนิยาย วาทะเด่น วลีดังจากสื่อต่างๆ รวมไปถึงพล็อตที่น่าสนใจสำหรับการแต่งนิยาย หรือการ์ตูน
M(yth) เรื่องเล่าเคล้าตำนาน เก้บตกสาระน่ารู้ในตำนาน ความเชื่อต่างๆ ไปจนถึงรู้รากศัพท์ที่มาของคำในภาษาต่างๆ

คละเคล้าไปกับ
M(usic) ที่เปิดเพลงเพราะๆ จากเกมทั้งหลาย ตั้งแต่รุ่นเก๋าของเครื่อง 8Bit ยัน Next gen ทั้งแบบต้นฉบับ original version ไปจนถึง arrange piano mix และ vocal




เอาว่าใครชอบเกม ชอบ soundtrack จากเกม สนใจวาดการ์ตูน แต่งฟิค และเรื่องตำนาน แฟนตาซี อะไรแล้วละก็ ก็อย่าพลาดรับฟังรายการ GFMM กับผม DJ Nihil คนนี้กันนะครับ




รับฟังออนไลน์กันได้เลยที่ คลื่น o2Radio
http://radio2.thzhost.com/a9222

ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ 4 ทุ่มถึง เที่ยงคืน จ้า

ไต่ตามโค้งตะวัน
“คำพูดของคุณ  มีผลต่อคนอื่นมากกว่าที่คิด”


เรื่องจริงจาก  2  ชีวิตที่เหมือนและแตกต่าง

  จาก ประสบการณ์ชีวิตของท่าน  ท่านเคยรู้สึกเจ็บปวด  ผิดหวัง  เสียใจต่อคำพูดที่มากระทบใจบ้างหรือไม่?  และท่านเคยพูดกระทบใจผู้คนรอบข้างท่าน  หรือคนอื่น ๆ  มากน้อยอย่างไรบ้าง???

   ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง  2  เรื่องที่อาจช่วยให้เราหันกลับมาสำรวจตรวจสอบคำพูดของเราที่พูดกับคนอื่น  เพราะเป็นไปได้ว่า  คำพูดที่พูดไปนั้นอาจมีผลต่อชีวิตและอนาคตของผู้คนที่เราพูดด้วยมากกว่าที่ เราคิดก็เป็นได้



   นานมาแล้ว  ในหมู่ย้านชนบทเล็ก ๆ  แห่งหนึ่ง  เด็กช่วยมิสซาคนหนึ่งทำศีลมหาสนิทที่อยู่ในรูปของเหล้าองุ่นหกโดยไม่ได้ ตั้งใจ คุณพ่อผู้ประกอบพิธีมิสซาตบเด็กคนนี้และตะโกน  “ออกไป  และอย่ากลับมาอีก!”

   เด็กคนนี้เมื่อโตขึ้น  เขาเป็นทหารที่มีชื่อว่า  นายพลตีโต้  (Josip  Broz  Tito  :  7  หรือ  25  พฤษภาคม  1892 – 4  พฤษภาคม  1980)  เขาเป็นผู้นำเผด็จการคอมมิวนิสต์ในประเทศยูโกสลาเวีย






   ณ  โบสถ์ใหญ่ในเมืองแห่งหนึ่ง  เด็กช่วยมิสซาอีกคนหนึ่งทำศีลมหาสนิทที่อยู่ในรูปของเหล่าองุ่นหกโดยไม่ได้ ตั้งใจเช่นกัน  พระสังฆราชผู้ประกอบพิธีเดินมาหาเขาและกระซิบปลอบใจเขาว่า  “ไม่เป็นไรหรอก  วันหนึ่งเธอจะเป็นพระสงฆ์ที่ยิ่งใหญ่”

   เด็กคนนี้ เมื่อโตขึ้น  เขาเป็นพระสงฆ์คาทอลิก  เขาคือพระอัครสังฆราชฟูลตัน  ซีน  (Archbishop  Fulton  Sheen  :  8  พฤษภาคม  1895  -  9  พฤษภาคม  1979) พระคุณเจ้าเป็นนักเทศน์และนักเขียนที่ครองใจประชาชนเป็นล้าน ๆ  คนผ่านทางรายการโทรทัศน์และวิทยุทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา


 

ย้อนมองตน  :  แล้วเราพูดให้กระทบใจใครบ้าง?

   เมื่อผมอ่านเรื่องราวจาก ชีวิตจริงทั้งสองเรื่องนี้แล้ว  อดคิดย้อนกลับมามองตนเองไม่ได้ว่ามีเหตุการณ์ใดในชีวิตที่ผมพูดกระทบใจคน อื่น  และผมพบว่ามีมากมายหลายเหตุการณ์ที่ผมพูดไปแล้ว  ผมรู้สึกเสียใจ  แม้ว่าในขณะนั้นผมพูดด้วยเจตนาดีก็ตาม  คำพูดเหล่านั้นก็ยังคงทำให้คนที่รับฟังรู้สึกเสียใจ  ไม่สบายใจ  ทุกข์ใจมากน้อยตามแต่กรณี

   ผมสังเกตว่า  ในการพูดกระทบใจคนอื่นนั้นเริ่มขึ้นเมื่อผมเห็นหรือได้ยินเหตุการณ์ต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น  แล้วเกิดความรู้สึกภายใน  เช่น  เป็นห่วงกังวล  อึดอัด  ลำบากใจ  ขัดเคืองใจ  ตามด้วยคำพูดที่ออกมาแบบอัตโนมัติ

   ในขณะเดียว กันผมก็สังเกตว่ามีคำพูดของคนอื่น  ที่ผมฟังแล้ว  ผมรู้สึกไม่สบายใจ  เสียใจเช่นเดียวกัน  บางครั้งผมก็พูดตอบโต้ออกไปทันทีทันใด  บางครั้งผมก็ฟังโดยไม่ได้พูดตอบและเสียใจ  ไม่สบายใจอยู่อย่างเงียบ ๆ

   ผม คิดใจว่า  ในสถานการณ์เช่นนี้  ผมจะมีทางเลือก  หรือทางออกอะไรบ้างที่จะช่วยให้ทั้งตนเองและคนอื่นสามารถสานความสัมพันธ์ต่อ ไปได้  อีกทางเลือกหนึ่ง  :  การพูดแบบสังเกตโดยปราศจากการตัดสิน



  เมื่อ ผมเรียนรู้เรื่องการสื่อสารด้วยความกรุณา  (Compassionate  Communication) ผมพบว่ามีเรื่องหนึ่งซึ่งสำคัญมากต่อความสัมพันธ์และความเข้าใจซึ่งกันและ กัน  นั่นคือ  “การสังเกตโดยปราศจากการตัดสิน”

   การสังเกตโดยปราศจาก การตัดสินคือ การพูดถึงเหตุการณ์ที่เราต้องการสื่อสารให้ผู้อื่นรับทราบอย่าง ตรงไปตรงมา  ชัดเจน  เฉพาะเจาะจง  ปราศจากคำตัดสิน  คำกล่าวโทษ  หรือรวมเอาคำที่มีอคติเข้าไปด้วย  เปรียบเสมือนกับการบันทึกภาพเหตุการณ์ด้วยกล้องวีดีโอ อย่างเช่น

ปกติเราอาจพูดว่า  “ทำไมคุณมาสาย”

ถ้า เราจะพูดแบบสังเกตโดยปราศจากการตัดสิน  เราอาจพูดแบบการบันทึกภาพด้วยกล้องวีดีโอ  “เรานัดประชุมเวลา  9  โมงเช้า  ผมเห็นว่าคุณมาเวลา  11  โมง”

   หรือเมื่อเราพูดว่า  “ทำไมคุณไม่ทำตามที่เราตกลงกันไว้”

   การพูดแบบสังเกตโดยปราศจากการตัดสินอาจพูดว่า  “เมื่อว่านนี้ผมได้ยินคุณพูดว่า  คุณจะเอาซอด้วงมา  วันนี้ผมไม่เห็นซอด้วงของคุณ”

   อีกตัวอย่างหนึ่ง  เราพูดว่า  “ชาวบ้านที่นี่ไม่ให้ความร่วมมือเลย”

  ถ้า พูดแบบสังเกตโดยปราศจากการตัดสินอาจพูดใหมได้ว่า  “ในวันที่เรานัดประชุมชาวบ้าน  90  ครอบครัว  ผมเห็นชาวบ้านมาร่วมประชุม  8  คน”

   แถมอีกเรื่องหนึ่ง  ถ้าเราพูดว่า  “เด็กพวกนี้นิสัยไม่ดี”

  เราอาจพูดแบบสังเกตโดยปราศจากการตัดสินได้ว่า  “ผมได้ยินเด็กคนหนึ่งในกลุ่มนี้พูดกับผมว่า  ‘ลุงแก่แล้วอยู่เฉย ๆ  เถอะ’”


   การ พูดแบบสังเกตโดยปราศจากการตัดสินเหมือนการบันทึกด้วยกล้องวีดีโอนี้  ช่วยให้เราเริ่มต้นการสนทนากันด้วยความสบายใจ  ลดความรู้สึกต่อต้าน  ลดการปกป้องตนเอง  หรือการพยายามอธิบายถึงการกระทำของตนเอง  เพราะไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถูกกล่าวโทษ  ตำหนิ  วิจารณ์  หรือต่อว่า

   หัวใจของการสังเกตคือการแยกแยะระหว่างการสังเกต  ซึ่งแตกต่างจากการพูดด้วยคำตัดสินตีความ  กล่าวโทษในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

   การสังเกตโดยปราศจากการตัดสินเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เราอาจใช้เพื่อเริ่มต้นการพูดคุยกันด้วยความกรุณา

 

 

ไตร่ตรอง  :  เราพูดแบบสังเกตหรือตัดสินผู้อื่น?

   เมื่อผมไตร่ตรองคำ พูดของผมแล้ว  ผมพบว่าในเหตุการณ์ณืมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิต  ผมตัดสินตีความเสียเป็นส่วนใหญ่  เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว  ก็เกิดการตื่นรู้  เกิดการตระหนักรู้  เกิดความสำนึกในตนเอง  และอยากจะเปลี่ยนแปลงการพูดของตนเองให้แตกต่างจากเดิม  ให้เป็นคำพูดที่มีความกรุณามากขึ้น  มีสันติมากขึ้น  โดยที่ยังคงความจริงใจอยู่ด้วย

   น้อง ๆ  ที่ทำงานด้านสังคม  ทำงานด้านเยาวชนหลายคน  เมื่อได้เรียนรู้  “การสังเกตโดยปราศจากการตัดสิน”  แล้ว  พวกเขานั่งงียบ  และเล่าว่าที่นั่งเงียบก็เพราะว่า  พวกเขาย้อนมองตนเองแล้ว  พบว่าส่วนใหญ่พวกเขาจะคุ้นเคยหรือเคยชินกับการตัดสิน  ตีความแทนการสังเกตโดยปราศจากการตัดสิน  ทั้งที่พวกเขามีเจตนาดีและไม่มีเจตนาจะตัดสินกล่าวโทษผู้อื่นแต่อย่างใด




ลงลึก  :  ท่านตัดสินเขาอย่างไร?

   ผม จำได้ว่าในการศึกษาพระวรสารเป็นหลุ่มครั้งแรกในชีวิตของผมเมื่อผมยังเรียน อยู่ในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นนั้น  เราไตร่ตรองและแบ่งปันในเรื่อง  “อย่าตัดสินผู้อื่น”  (มัทธิว  7:1-5)

   “อย่าตัดสินเขา  เพื่อท่านจะไม่ถูกพระเจ้าตัดสิน  ท่านตัดสินเขาอย่างไร  พระเจ้าจะทรงตัดสินท่านอย่างนั้น  ท่านใช้ทะนานใดตวงให้เขาพระเจ้าจะทรงใช้ทะนานนั้นตวงให้ท่าน

   เหตุไฉนท่านจึงมองดูเศษฟางในดวงตาของพี่น้องแต่ไม่สังเกตเห็นท่อนซุงในดวงตาของตนเลย

   ท่านจะกล่าวแก่พี่น้องได้อย่างไรว่า  ปล่อยให้ฉันเขี่ยเศษฟางออกจากดวงตาของท่าน

   ท่านคนหน้าซื่อใจคดเอ๋ย  จงเอาท่อนซุงออกจากดวงตาของท่านก่อนเถิด  แล้วจะได้เห็นชัดก่อนไปเขี่ยเศษฟางออกจากด้วงตาของพี่น้อง”





   การ กลับมาไตร่ตรองพระวรสารตอนนี้อีกครั้ง  ช่วยให้เกิดความตระหนักถึงการใช้คำพูดโดยปราศจากตัดสินใจ  เริ่มด้วยการขอความสว่างจากพระให้เรายอมรับตนเอง  ขอพระคุณที่จำเป็นเพื่อช่วยให้เราเห็นหนทางที่จะสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้น กับคนอื่นตามหนทางแห่งความรักของพระองค์

เติมเต็มความกรุณาให้แก่กันและกัน

   การ พูดแบบสังเกตโดยปราศจากการตัดสินนี้อาจเป็นวิธีการหนึ่งในอีกหลายวิธีการที่ ช่วยให้เราพอจะมีแนวทาง  พอจะมีตัวเลือกเพื่อสานสัมพันธ์  เพื่อสร้างสันติ  ลดความรุนแรง  เพื่อเติมเต็มความกรุณาให้แก่กันและกัน  ทั้งในครอบครัว  ในที่ทำงาน  สถานศึกษา  วัด  ชุมชน  และสังคมไทยอันเป็นที่รักของเรา

“ลิ้นของปราชญ์นำการักษามาให้”  (สุภาษิต  12:18)

 



แหล่งอ้างอิง
“Word  for  Today”  with  Bob  Gass
www.ucb.couk/word_for_today
http://en.wikipedia.org/wiki/Fulton_Sheen
http://en.wikipedia.org/wiki/Josip_Broz_Tito
   การสื่อสารด้วยความกรุณา  (Compassionate  Communication)  มีพื้นฐานมาจากการสื่อสารไร้ความรุนแรง  (Nonviolent  Communication)

นิตยสารคาทอลิกรายเดือนอุดมศานต์  ประจำเดือนตุลาคม  2552/2009  หน้าที่  54 – 56.  กรุงเทพฯ:

มานี มี Anime

posted on 03 Dec 2009 19:36 by nihil
มานี มี anime
ดรุณศึกษา กลายเป็นภาพเคลื่อนไหว
























ที่มา : http://www.teenee.com